
คลังสั่งปิดประกัน ชี้ร้องศาลได้90วันคปภ.ดึง19บริษัทรับช่วงอุ้มลูกค้า
โพสต์ทูเดย์
— กระทรวงการคลังออกคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท เอ.พี.เอฟ. อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ มีผล 13 ธ.ค.เป็นต้นไปกระทรวงการคลังออกคำสั่งเลขที่ 1583/2553 แจ้งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัท เอ.พี.เอฟ.อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ มีผลตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2553 นี้เป็นต้นไป เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนหรือผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายเพิ่มเติม
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่า เนื่องจากดำรงเงินกองทุนไม่ครบตามกฎหมายกำหนด มีสินทรัพย์สภาพคล่องไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ จัดสรรทรัพย์สินไม่เพียงพอกับหนี้สินและภาระผูกพันต่อเจ้าหนี้ของบริษัท และมีค่าสินไหมทดแทนค้างจ่ายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชนเป็นจำนวนมาก บริษัทอยู่ในฐานะที่มีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สิน ณ วันที่ 30 ก.ย. 2553 จำนวน 265.13 ล้านบาท
สำหรับการเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทดังกล่าว คปภ.ระบุว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทประกันวินาศภัยอื่นๆ โดยขณะนี้มีบริษัทประกันวินาศภัย 19 บริษัทเข้าร่วมโครงการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่กรมธรรม์ยังมีระยะเวลาคุ้มครองเหลืออยู่ โดยให้ทำประกันภัยกับบริษัทดังกล่าวเป็นระยะเวลา 1 ปี และทางบริษัทประกันภัยจะขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมให้เท่ากับระยะเวลากรมธรรม์ประกันภัยเดิมให้ หรือให้ส่วนลดเบี้ยสำหรับความคุ้มครองที่เหลืออยู่
อย่างไรก็ตาม ผู้เอาประกันภัยจะต้องโอนสิทธิที่จะได้รับเบี้ยประกันภัยสำหรับระยะเวลาที่เหลือ จากผู้ชำระบัญชี กองทรัพย์สินของบริษัทในคดีล้มละลาย หรือจากกองทุนประกันวินาศภัยให้แก่บริษัทที่รับประกันภัยใหม่
นอกจากนี้ คปภ. ออกคำสั่งเลขที่ 10/2553 แต่งตั้งผู้ชำระบัญชี บริษัทเอ.พี.เอฟ.อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ ทันที และให้ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัย ให้ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อผู้ชำระบัญชี และกองทุนประกันวินาศภัย ภายใน 2 เดือนนับแต่วันที่กองทุนประกันวินาศภัยออกประกาศ ที่สำนักงาน คปภ. ในส่วนกลาง 4 แห่ง และสำนักงาน คปภ.ภาค และสำนักงาน คปภ.จังหวัดทั่วประเทศ
แหล่งข่าวจากบริษัท เอ.พี.เอฟ. อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ เปิดเผยว่า ตามคำสั่งที่ได้รับในวันที่ 13 ธ.ค. 2553 เวลา 14.00 น.นั้น มีหมายเหตุท้ายคำสั่งระบุว่า อนึ่ง หากบริษัทประสงค์จะยื่นคำฟ้องต่อการออกคำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครอง ก็ให้ยื่นคำร้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี
“
คำสั่งปิดบริษัทประกันภัยที่ผ่านมาไม่มีวรรคสุดท้าย แต่คำสั่งที่เราได้รับมีจึงมีโอกาสที่กลับมาดำเนินธุรกิจได้อีก ซึ่งขณะนี้ผู้ถือหุ้นกำลังรวบรวมผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาคิดว่าจะยื่นได้ภายใน 90 วัน” แหล่งข่าวเปิดเผยแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ทางบริษัท เอ.พี.เอฟ.ฯ ไม่มีหนี้สิน และยังมีเงินทุนอยู่ 77 ล้านบาท ขณะที่ค่าสินไหมทดแทนมีไม่ถึง 50 ล้านบาท และทาง คปภ.ได้เข้ามาชะลอการจ่ายสินไหมไว้ก่อน เพราะกรมธรรม์ของลูกค้าที่อยู่ภายใต้การดูแลมีประมาณ 5,000 รายเท่านั้น เพราะทาง คปภ.ได้สั่งให้บริษัทหยุดรับประกันภัยมาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2553 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ ทำให้มีความเสี่ยงต่ำ
“
รักษาการกรรมการผู้จัดการได้ออกคำสั่งต่อพนักงานว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้ว เพราะต้องรอผู้ชำระบัญชีเข้ามาทำ ซึ่งในคำสั่งไม่มีเรื่องให้พนักงานหยุดทำงาน เรื่องนี้ก็ไม่เข้าใจผู้บริหารเหมือนกัน” แหล่งข่าวเปิดเผยทั้งนี้ 9 เดือนแรกบริษัท เอ.พี.เอฟ.ฯ มีเบี้ยรับรวม 281.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.68% จากปี 2552
สำหรับบริษัท เอ.พี.เอฟ.ฯ เดิมชื่อบริษัท แอ๊ดวานซ์ อินชัวรันส์ ตามกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ เอพีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ เอพีเอฟกรุ๊ป ที่มีนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ทางกลุ่มผู้ถือหุ้นได้ถอนการลงทุนจากบริษัทดังกล่าวเนื่องจากประสบภาวะขาดทุนและไม่ต้องการเพิ่มทุนใหม่หลังจากใช้เงินลงทุนไปแล้ว 300 ล้านบาท และขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนคนไทยเมื่อเดือน ก.ค. 2553 และถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถเพิ่มทุนได้สำเร็จ จนถูกคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต







