posttoday
ลดราคาประกันสังคม ดึงแรงงานนอกระบบ 9 แสนคน

ลดราคาประกันสังคม ดึงแรงงานนอกระบบ 9 แสนคน

13 ธันวาคม 2553

...ทีมข่าวการเงิน

การดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ประกันสังคมเป็นหนึ่งในนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการนอกระบบ ได้แก่ กลุ่มคนขับแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง และแม่ค้าหาบเร่แผงลอย เพื่อให้มีหลักประกันด้านรายได้และระบบสวัสดิการ

โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศ “คิกออฟ” เริ่มโครงการในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2554

การดึงแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน เข้าสู่ประกันสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อย้อนประวัติศาสตร์ พบว่ามีการเปิดให้บุคคลที่ไม่ใช่ลูกจ้าง เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ค้าขาย ขับรถรับจ้าง เกษตรกร ฯลฯ สมัครเข้าเป็นสมาชิกได้ตามมาตรา 40 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. 2537 หรือกว่า 16 ปีมาแล้ว

แต่มาตรานี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง มีผู้สมัครสูงสุด 60 คนในปี 2552 และในปี 2553 ลดลงเหลือแค่ 49 คน

เหตุผลสำคัญเพราะผู้ประกันตนในกลุ่มนี้ต้องจ่ายเงินสมทบในอัตรา 3,360 บาทต่อปี แลกกับสิทธิประโยชน์แค่ 3 กรณี คือ คลอดบุตร ทุพพลภาพ และตาย โดยไม่ได้สิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล

ถามว่าคนหาเช้ากินค่ำจะเอาเงินก้อนนี้มาจากไหน แค่ใช้จ่ายวันๆ ก็แทบรากเลือด...

อีกทั้งสิทธิการรักษาพยาบาลของประกันสังคมคือแรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของคนที่ต้องการเป็นสมาชิก เพราะมองว่ามีคุณภาพที่ดีกว่าโครงการบัตรทองของรัฐบาล

ประเด็นที่ อภิสิทธิ์ จะประกาศวันที่ 17 ธ.ค. 2553 นี้ มีการนำเสนอ “แพ็กเกจ” ลดราคาการจัดเก็บเงินสมทบประกันแรงงานนอกระบบ 3 รูปแบบ 3 อัตรา คือ 100 บาท 180 บาท และ 280 บาท

ขณะที่สิทธิประโยชน์ของแต่ละอัตราก็จะลดหลั่นกันลงไป...โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มหลักๆ คือจักรยานยนต์รับจ้าง หาบเร่แผงลอย และแท็กซี่ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใน กทม.นั้น รัฐบาลต้องการให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมทั้งหมด

แน่นอนว่า งานนี้รัฐบาลจะต้องผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม 2533 เพื่อให้รัฐเข้ามา “ร่วมด้วยช่วยจ่าย” เงินสมทบแก่แรงงานนอกระบบ ก่อนหน้านี้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนเองตามมาตรา 40 หรือการประกันตนภาคสมัครใจแบบไม่มีนายจ้าง ด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์จาก 3 กรณี คือ ค่าคลอดบุตร ทุพพลภาพ และตาย เป็น 5 กรณี คือ เพิ่มส่วนของสิทธิประโยชน์การชดเชยการขาดรายได้จากการเจ็บป่วย ครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง และต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป อีกส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือสิทธิประโยชน์ชราภาพในรูปของบำเหน็จ

นอกจากนี้ มีปรับปรุงการเก็บเงินสมทบจากรายปี 3,360 บาท เป็นรายเดือน เดือนละ 280 บาท ซึ่งกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

รวมทั้งอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย โดยให้รัฐบาลพิจารณาจ่ายเงินสมทบให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ไม่น้อยกว่า 50% ของเงินสมทบผู้ประกันตนด้วย

ปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ยังไม่ได้ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานนอกระบบ เกี่ยวกับการดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ประกันสังคม ซึ่งหากได้ข้อมูลจะต้องมาศึกษาก่อน เพื่อไม่ส่งผลกระทบกับเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม และอาจจะต้องขอให้รัฐสนับสนุนเงินช่วยเหลือด้วย

อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับอัตราการเก็บเงินตามความสามารถของแรงงานนอกระบบจริงๆ เพราะบางคนมีรายได้น้อย

จึงถือว่ารูปแบบใหม่ของรัฐบาลต่างจากระบบเดิมที่เป็นการบังคับว่าผู้ประกันตนที่มีนายจ้างตามมาตรา 33 จะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามกฎหมาย ไม่ว่าจะใช้บริการหรือไม่ ภายใต้สิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ยอมรับว่า ที่ผ่านมาการประกันสังคมภาคสมัครใจไม่ได้รับการยอมรับ เนื่องจากอัตราการจ่ายเงินสมทบอัตราสูง และส่วนใหญ่ประชาชนต้องการจะใช้สิทธิการรักษาพยาบาลมากกว่า แต่การประกันภาคสมัครใจไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์นี้ เพราะซ้ำซ้อนกับการได้สิทธิหลักประกันสุขภาพหน้าหรือโครงการบัตรทองของรัฐบาลอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหรือจุดอ่อนของแคมเปญลดค่าสมาชิกประกันสังคมที่รัฐบาลหาเสียงครั้งนี้ก็คือ แรงงานนอกระบบที่เข้าร่วมยังคงไม่ได้สิทธิการรักษาพยาบาลของประกันสังคม ต้องใช้ระบบ 30 บาทตามเดิม

ทำให้งานนี้ยังไม่รู้ว่าแคมเปญสวัสดิการนิยมของนายกฯ อภิสิทธิ์ จะออกหัวหรือออกก้อย

สำนักงานประกันสังคม ประเมินว่า หลังจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แรงงานนอกระบบเข้ามาสู่ในระบบ จะมีผู้สนใจประมาณ 9 แสนคน จากปัจจุบันมีผู้ประกันตนมาตรา 40 ประมาณ 5060 คนเท่านั้น

จากการศึกษาเบื้องต้น ยังพบว่าการจ่ายเงินสมทบ 280 บาท เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานนอกระบบ 5 กรณีนั้น มีภาวะเสี่ยงต่อการขาดทุนสูงมาก

ดังนั้น จะต้องแก้ไขกฎหมายให้รัฐบาลจะต้องมาสนับสนุนเงินด้วยครึ่งหนึ่ง และถือเป็นปรัชญาการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมก็คือเพื่อเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เพราะมีผู้ประกันตนบางคนจ่ายเงินสมทบทุกเดือน แต่ไม่เคยใช้สิทธิ

ประเด็นที่หลายคนหยิบยกขึ้นมาก็คือ การจ่ายเงินสมทบ 280 บาทต่อเดือน แต่ไม่ได้รับความคุ้มครองการรักษาพยาบาลจะคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อเทียบกับการซื้อประกันอุบัติเหตุทั่วไป ที่จ่ายเบี้ยประกัน 200 บาท หากเสียชีวิตได้เงินชดเชย 2 แสนบาท หากพิการก็ได้เงิน 1 แสนบาท ซึ่งได้รับความคุ้มครองทันที รวมทั้งสิทธิในการรักษาพยาบาลอีกด้วย

แตกต่างถ้าทำประกันสังคมได้เพียง 100 เท่าของค่าแรงงานขั้นต่ำหรือประมาณแค่ 1.94 หมื่นบาท และมีเงื่อนไขจะต้องส่งเงินมาไม่น้อย 36 เดือน

ถือก็เป็นอีกประเด็นที่สำคัญยังไม่จูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้ามา!!!

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะให้รัฐบาลต้องอุ้มโดยจ่ายเงินสมทบให้ จะเกิดคำถามถึงความเป็นธรรมในสังคมระหว่างผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่จะต้องจ่ายเงินสมทบ 5% ของรายได้ทุกเดือน หรือเดือนละ 83750 บาท (เพดานเงินเดือนสูงสุด 1.5 หมื่นบาท)

รวมถึงหากรัฐบาล “ถังแตก” ไม่มีปัญญาส่งเงินสมทบ สุดท้ายต้องหยิบยืมเงินจากกองทุนประกันสังคมมาใช้ ย่อมกระทบกับเสถียรภาพสวัสดิการสังคมของผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบ 10 ล้านคนแน่นอน

หมายความว่า รัฐบาลต้องมีความมั่นใจทางด้านงบประมาณว่าพูดแล้วทำได้ อย่าให้เหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน ที่เคยมีนโยบายขยายสิทธิความคุ้มครองให้คู่สมรสผู้ประกันตน 5.88 ล้านคน ซึ่งสุดท้ายก็แท้งไปแล้ว เพราะยอดเงินที่รัฐบาลจะต้องจ่ายเฉลี่ย 2,452 บาทต่อคนต่อปี หรือคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 14,416 ล้านบาท

แคมเปญใหม่เรียกว่าเป็นสวัสดิการนิยม อุ้มคนจน จะเป็นจุดขายหรือจุดตายต่อภาระรัฐบาลคงต้องรอดูกันต่อไป แต่สุดท้ายอย่าให้ต้องควักเงินของผู้ใช้แรงงานสมทบมากว่า 20 ปี จนเม็ดเงินงอกเงย 7.5 แสนล้านบาทก็แล้วกัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ