
สภาอุตฯรวมพลจี้ทบทวนค่าแรง
สภาอุตฯ ทั่วประเทศรวมพลวันจันทร์นี้ จี้รัฐทบทวนขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
สภาอุตฯ ทั่วประเทศรวมพลวันจันทร์นี้ จี้รัฐทบทวนขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
นายสมภพ ธีระสานต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศจะทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อผลักดันรัฐบาลได้พิจารณาทบทวนการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2554 โดยจะยื่นหนังสือเพื่อแสดงพลังพร้อมกันในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศสามารถดำเนินธุรกิจแข่งขันได้ต่อไปในอนาคต
นายสมภพ กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2554 ทั่วประเทศ ในอัตรา 8-17 บาท ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทั่วประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบถึงขั้นปิดกิจการในอนาคต
“การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรมีการกำหนดในอัตราที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายค่าจ้างและความสามารถในการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ” นายสมภพ กล่าว
นายสมภพ กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีได้ทำหนังสือถึง ผวจ.กาญจนบุรี ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้โปรดผลักดันไปยังหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาทบทวนการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าวให้มีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต้นทุนที่จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
นายสมภพ กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำข้อเสนอตัวเลขค่าจ้างที่คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดทั่วประเทศนำเสนอ เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด เนื่องจากทราบข้อมูลสภาพเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงภาวการณ์ครองชีพของลูกจ้างในจังหวัดเป็นอย่างดี และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ทั้งนี้ นายสมมาต ขุนเศรษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในวันที่ 13 ธ.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. เพื่อหารือเกี่ยวกับการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2554 เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวสูงเกินไป และอาจจะเป็นการซ้ำเติมภาคอุตสาหกรรม
ด้านนายบุญเลิศ บูรณศักดา ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่าการปรับค่าแรงขั้นต่ำในอัตราดังกล่าวจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการและตัวแรงงานเอง เนื่องจากเป็นการช่วยให้แรงงานมีกำลังซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้นถึง 3-7% และยังส่งผลทำให้เกิดกำลังหมุนเวียนในเรื่องของการจับจ่ายภายในจังหวัดเอง ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของ จ.ขอนแก่น
“นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการได้มีแรงงานที่มีคุณภาพ บนพื้นฐานของความรู้ ความชำนาญ เพราะช่วยให้แรงงานเหล่านี้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะค่าครองชีพสูง โดยไม่ต้องเปลี่ยนงาน หรือหางานใหม่ เพื่อหารายได้ให้เพียงพอ” นายบุญเลิศ กล่าว







