
มั่นใจศก.ไทยฟื้นตัวแกร่ง ยูนิลีเวอร์สานแผนธุรกิจยั่งยืน
ปัญหาสิ่งแวดล้อม ถือเป็นหัวข้ออันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ จากวิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยหลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจอยู่อย่างยั่งยืนในอนาคต
กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยก็เช่นเดียว ในฐานะที่ทำธุรกิจในประเทศนี้มายาวนาน 78 ปี มีสินค้ากระจายอยู่ทั่วทุกบ้านในประเทศไทย และใช้งบสื่อสารการตลาดปีละหลายพันล้านบาท จึงถือโอกาสผลักดันแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวไปสู่อีกขั้นในการเป็นผู้นำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างสิ่งที่ต่างจากคู่แข่งและตอกย้ำการเป็นแบรนด์ในใจผู้บริโภค
บาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย มองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปีหน้าบริษัทในฐานะที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีแบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก การประกาศแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน ถือเป็นวิธีคิดแบบผู้นำ ที่ต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันทำให้แบรนด์แข็งแกร่งกว่าคู่แข่ง และเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคยิ่งขึ้น
“
แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ แม้ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ ก็ต้องทำ และเป็นการทำสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ในตัวตนของเรา ของคู่ค้า ซัพพลายเออร์ รวมไปถึงผู้บริโภคที่ใช้สินค้า เพื่อร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และเป็นวิธีเดียวที่จะสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอย่างยั่งยืนในอนาคต” บาวเค่อ กล่าวแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนได้ประกาศพร้อมกันทั่วโลก โดยมีเป้าหมายว่าในปี 2563 บริษัทจะมียอดขายเพิ่มเท่าตัว จะลดผลกระทบต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทลงครึ่งหนึ่ง หรือ 50% รวมทั้งช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนจำนวน 1,000 ล้านคนทั่วโลกดีขึ้น ไปจนถึงการจัดหาวัตถุดิบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกันจะดำเนินการใช้แผนดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนกับสินค้าที่ทำตลาดอยู่แล้วจำนวน 1.6 หมื่นแบรนด์ ใน 14 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในประเทศไทยมี 19 แบรนด์ที่ทำตลาด
สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารและไอศกรีม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ และลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ด้วยการเน้นสินค้าสูตรเข้มข้น เช่น กลุ่มผงซักฟอก หรือน้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ทน้ำเดียว
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) เช่น บรรจุภัณฑ์ของไอศกรีมวอลล์ ที่จำหน่ายไปกว่า 300 ล้านแท่งต่อปี กำลังศึกษาเพื่อนำกลับมาผลิตเป็นน้ำมันดิบ คาดว่าจะได้ 2.5 แสนตันต่อปี และลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศ ด้วยการเปลี่ยนตู้แช่ไอศกรีม 3 หมื่นตู้ มาใช้ก๊าซไฮโดรคาร์บอน ที่ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2,500 กิโลกรัมต่อปี และอีก 23 ปี จะเปลี่ยนตู้แช่มาใช้ก๊าซไฮโดรคาร์บอนทั้งหมด 5 หมื่นตู้
ส่วนการดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค เป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญไม่แพ้การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยสินค้าของยูนิลีเวอร์หลายผลิตภัณฑ์ควบคุมปริมาณน้ำตาลและเกลือ รวมทั้งไขมัน เช่น ลดปริมาณน้ำตาลในแยมเบสท์ฟู้ดลง 25% เป็นต้น และในปีหน้าจะมีอีกหลายโครงการที่จะพัฒนาตามมา
ทุกขั้นตอนจะถูกใส่แนวคิดนี้ลงไปทั้งหมดทั้งการจัดหาวัตถุดิบ ผลิต ขนส่ง จนถึงมือผู้บริโภค ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้มองเรื่องนี้แค่ระยะสั้น มองว่าระยะยาวแผนดังกล่าวจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทในที่สุด
ในสายตาของนักสิ่งแวดล้อม อย่างดร.ไชยยศ บุญญากิจ รองประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า เป้าหมายของยูนิลีเวอร์ที่ตั้งไว้ว่าในปี 2563 จะเพิ่มยอดขายเท่าตัว ขณะที่จะลดปริมาณผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลง 50% ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่สัดส่วนของยอดขายกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะอยู่ที่ 5:1 แต่แผนของยูนิลีเวอร์ คือ 2:1
นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่องค์กรขนาดใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังฅมากขึ้น







