
ชัยวุฒิสั่งศึกษาระบบอ้อยและน้ำตาลใหม่
ชัยวุฒิสั่งสอน.ศึกษาโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลใหม่ เชิญผู้เกี่ยวข้องระดมความคิด คาดเห็นผลม.ค.พร้อมให้กองทุนอ้อยฯเจรจาธกส.ชำระหนี้ หลังครม.อนุมัติชดเชยราคาอ้อย 105 บาทต่อตัน
ชัยวุฒิสั่งสอน.ศึกษาโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลใหม่ เชิญผู้เกี่ยวข้องระดมความคิด คาดเห็นผลม.ค.พร้อมให้กองทุนอ้อยฯเจรจาธกส.ชำระหนี้ หลังครม.อนุมัติชดเชยราคาอ้อย 105 บาทต่อตัน
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการเข้าหารือร่วมกับผู้บริหารสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ว่า ได้มอบนโยบายให้แก่สอน. ศึกษาการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้งเรื่องระบบแบ่งปัน โครงสร้างราคา และการบริหารจัดการ โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาน่าจะเห็นเป็นรูปร่างได้ในช่วงเดือนม.ค. 2554
ขณะเดียวกัน ได้ชี้แจงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้ชดเชยราคาอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2553/2554 จำนวน 105 บาทต่อตัน โดยให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายจัดหาเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จำนวน 6,930 ล้านบาท มาจ่ายให้ชาวไร่ รวมเป็นเงินที่ชาวไร่จะได้รับในปีนี้ที่ 1,050 บาทต่อตันอ้อย ที่ระดับความหวาน 10 ซี.ซี.เอส
ทั้งนี้ ได้ให้กองทุนอ้อยฯ ไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับธกส.ใหม่ เพราะผลจากการกู้เงินในครั้งนี้ จะทำให้กองทุนอ้อยฯ มีหนี้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ 4,000 ล้านบาท เป็น 1.1 หมื่นล้านบาท โดยระยะเวลาการชำระหนี้น่าจะยืดออกไปจากเดิมอีก 7 เดือน ทำให้คาดว่ากองทุนอ้อยฯจะชำระหนี้หมดภายในกลางปี 2554
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้สอน. ตรวจสอบจำนวนโรงงานเอทานอล ที่ใช้โมลาสและน้ำอ้อยเป็นวัตถุดิบในการผลิต ว่าแต่ละปีมีความต้องการใช้วัตถุดิบเท่าไหร่ มีกำลังการผลิตเท่าไหร่ และกลุ่มโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการผลิตมีอยู่เท่าไหร่ ถ้าเริ่มเดินเครื่องแล้วจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เพื่อนำมาวางแผนการผลิตในแต่ละปีให้ลงตัว เนื่องจากวัตถุดิบเป็นทั้งพืชอาหารและพลังงาน และจะนำไปหารือร่วมกับกระทรวงพลังงานต่อไป
รวมถึงดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนในการทำวิจัยและพัฒนาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งการพัฒนาพันธุ์อ้อย ระบบน้ำ การรักษาอ้อย และมาตรการลดปัญหาอ้อยไฟไหม้ และสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องใหม่ๆ ให้มีส่วนร่วมในการดำเนินการดูแลอ้อยอย่างเป็นธรรม ไม่ให้เกิดการขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม ในปีหน้ามั่นใจว่าสถานการณ์ราคา และการบริโภคน้ำตาลทรายจะไม่มีการตึงตัว หรือขาดแคลนเหมือนในปีนี้แน่นอน เนื่องจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ได้ประกาศน้ำตาลบริโภคในประเทศ (โควตา ก.) ไว้ 25 ล้านกระสอบ มากกว่าปีนี้ถึง 3 ล้านกระสอบ ที่สำคัญการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบการผลิตคงไม่ขยายตัวมากเหมือนกับปี 2553 ที่ขยายตัวถึง 28% จนทำให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มต้องสั่งซื้อน้ำตาลเพิ่มจำนวนมาก







