
ต่างชาติยกระดับ CG ไทย (ตอนที่ 2)
....ยุทธ วรฉัตรธาร
ในฉบับนี้จะขอกล่าวต่อในเรื่องผลประเมินที่ต่างชาติยกระดับ CG ให้ไทย โดยเริ่มที่ข้อสังเกตที่ไทยยังต้องปรับปรุง ดังนี้
1.คุณภาพของรายงานทางการเงินที่ยังมีความแตกต่างระหว่างบริษัทใหญ่และบริษัทเล็ก และระหว่าง GAAP (General Acceptance Accounting Principles) และ IFRS (International Financial Reporting Standard)
2.กฎเกณฑ์ในการป้องปรามการใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้นและการสร้างราคาหุ้นยังไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าที่ควร
3.ความซับซ้อนของระบบกฎหมายไทย ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลขาดอำนาจทางกฎหมายที่แท้จริงที่จะเล่นงานบรรดานักลงทุนที่ใช้ข้อมูลภายในเอาเปรียบนักลงทุนอื่นๆ และพวกนักปั่นหุ้นทั้งหลาย
ผู้ประเมินยังได้ย้ำให้เห็นว่า คะแนนที่ให้ในประเด็นนี้เน้นที่การบังคับตามกฎเกณฑ์มากกว่าการใช้ทรัพยากรหนักไปทางสืบสวนสอบสวนและบังคับการใช้กฎ
ด้านการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวม หลักเกณฑ์ที่ใช้วัดแบ่งเป็น 7 หมวดตามที่ปรากฏในตาราง
ไทยได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่องจากการจัดอันดับครั้งก่อนโดยมีคะแนน 61.7 อันดับรองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย ตามลำดับ หมวดที่ได้คะแนนสูงสุดคือ หมวดความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งเน้นการประเมินที่การเปิดเผยข้อมูล แม้ทุกประเทศจะได้คะแนนหมวดนี้สูงสุดเมื่อเทียบกับคะแนนหมวดอื่นๆ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเกือบทุกประเทศจะมีกฎเกณฑ์บังคับให้ปฏิบัติในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลที่เข้มมากเมื่อเทียบกับหมวดอื่นๆ คะแนนที่ไทยได้ถึง 94.1 คะแนนชี้ให้เห็นถึงมาตรฐาน คุณภาพ ความถูกต้องครบถ้วนและความโปร่งใสของข้อมูลที่เปิดเผย
หมวดที่ได้คะแนนค่อนข้างดีรองลงมาคือ หมวดความเป็นธรรม (Fairness) ซึ่งผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ กรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนไทยมีการเบียดบังเอาผลประโยชน์บนภาระต้นทุนของผู้ถือหุ้นอื่นๆ น้อย และหมวดเรื่องความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ (Accountability) ซึ่งมีคะแนนทิ้งห่างประเทศอื่นๆ ค่อนข้างมาก เนื้อหาในหมวดนี้เน้นที่การให้ความสำคัญกับสัดส่วนของกรรมการอิสระ การทำหน้าที่ของคณะกรรมการและคณะกรรมการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในหมวดที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม (C&G/CSR) ไทยได้คะแนนต่ำที่สุดเนื่องจากบริษัทจดทะเบียนไทยเพิ่งจะมีการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ช่วง 23 ปีที่ผ่านมา จึงมีประเด็นที่ต้องพัฒนาอีกมากเพื่อยกระดับคะแนนให้ตามประเทศอื่นๆ ได้ทัน อย่างไรก็ตาม ผู้ประเมินให้ข้อสังเกตว่า แม้จะได้คะแนนต่ำแต่มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
โดยสรุปแล้ว ผู้ประเมินเห็นว่านอกจากความร่วมมือขององค์กรต่างๆ ในภาคเอกชนที่ช่วยกันส่งเสริม ผลักดันและยึดถือปฏิบัติแล้ว การผลักดันของทางการในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการ (CG Standards) ก็มีส่วนอย่างมากที่ช่วยให้ไทยได้คะแนนอยู่ในระดับดีกว่าประเทศอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม แม้คะแนนโดยรวมของไทยยังครองความเป็นอันดับหนึ่ง แต่ยังมีคะแนนบางหมวดที่จะต้องพัฒนาปรับปรุงต่อไป ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรทั้งหมดข้างต้นรวมถึงตัวบริษัทจดทะเบียน และนักลงทุนโดยตรงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมาตรฐานโลกในเชิงภาพรวมที่ต้องได้คะแนนรวมถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าไทยต้องทำคะแนนเพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์ หรือ 25 คะแนน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เป็นเรื่องที่ท้าทายและจำเป็น ผลได้ในระยะยาวคือ ความก้าวหน้าและมั่นคงของตลาดทุนไทย
สุดท้ายที่ต้องนำมาเผยแพร่ให้ทราบถึง บจ.ไทย ที่มีคะแนนติดอันดับอยู่ใน 25 เปอร์เซ็นต์แรก (Top quartile) จากผลการประเมิน ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ บริษัท บีอีซี เวิลด์ และ บจ.ที่มีคะแนนติดกลุ่ม 25 เปอร์เซ็นต์ที่ 2 (Second quartile) ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย บริษัท บ้านปู บริษัท ผลิตไฟฟ้า บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ต้องขอแสดงความยินดีและชื่นชมต่อคณะกรรมการและผู้บริหารของธนาคารและบริษัทเหล่านี้ที่ให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของการกำกับดูแลกิจการที่ดี และขอเป็นกำลังใจให้รักษาคุณภาพและคุณความดีนี้ไว้ให้เป็นแบบอย่างแก่บริษัทอื่นๆ ของคนไทยตลอดไป







