posttoday
Hot Money กระแสเงินร้อน

Hot Money กระแสเงินร้อน

02 ธันวาคม 2553

.....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

ท่ามกลางความสนใจของผู้คนที่มุ่งไปที่ข่าวยุบไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งผลออกมาแล้วว่าไม่ยุบ) เราคงลืมไปแล้วว่าเรายังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกคือ กระแสเงินร้อนที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดการเงินของบ้านเรา ซึ่งส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าและภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ เช่น ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นจากเงินทุนที่ไหลเข้า

ดังนั้น สถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชีย หรือ Asian Knowledge Institute (AKI) จึงเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Asia Shadow Financial Regulatory Committee (ASFRC) ครั้งที่ 14 ณ สถานที่ทำการของ AKI ที่ตั้งอยู่บนชั้น 34 ของตึก Interchange สุขุมวิท 18 ระหว่างวันที่ 2830 พ.ย. 2553 ขึ้น

โดยหัวข้อของการประชุมครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับมาตรการควบคุมเงินทุน (Capital Control) และวิธีจัดการกับกระแสเงินร้อนที่ไหลทะลักเข้ามาหาผลตอบแทน และสร้างความปั่นป่วนกับระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในภูมิภาคเอเชีย

ASFRC เป็นกลุ่มของนักวิชาการอิสระจาก 17 สถาบัน 13 ประเทศในเอเชีย รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน และอุตสาหกรรมการเงินของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

บทบาทของ ASFRC จะเป็นการเชื่อมโยงหลักการทางวิชาการกับแนวปฏิบัติของนโยบาย และจะร่างข้อเสนอแนะด้านนโยบายให้กับภาครัฐของประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดย ASFRC จัดการประชุมปีละ 2 ครั้งในประเทศต่างๆ หมุนเวียนไปตามสมาชิกที่จะเป็นเจ้าภาพในแต่ละครั้ง โดยจะเลือกหัวข้อด้านนโยบายเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญและเป็นจุดสนใจร่วมของผู้คนในภูมิภาคเอเชียในขณะนั้นๆ

และหัวข้อที่เป็นที่ถกเถียงทั่วภูมิภาคเอเชียในขณะนี้คงไม่มีเรื่องใดสำคัญเท่ากับเรื่องของ “ค่าเงิน ภาวะฟองสบู่ ที่เป็นผลจากกระแสเงินร้อนและมาตรการควบคุมเงินทุน”

ผลจากการประชุมครั้งที่ 14 เป็นการนำเสนอการจัดการกับกระแสเงินร้อนด้วยการประสานความร่วมมือของผู้กำกับดูแลกฎระเบียบของกลุ่มประเทศในเอเชีย (Managing the Impact of Hot Money through Regulatory Coordination) ทั้งนี้มติที่ประชุมเห็นว่ามาตรการควบคุมเงินทุนเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเชิงลบที่ผู้คุมกฎในประเทศต่างๆ ต้องตามแก้ในอนาคต เช่น อาจทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น เงินทุนอาจจะไหลออกอย่างรวดเร็ว เกิดภาวะตกต่ำในตลาดหลักทรัพย์ (เช่น มาตรการ 30% ของแบงก์ชาติที่ประกาศใช้เมื่อปี 2549 ทำให้ตลาดหุ้นตกอย่างรุนแรงภายในวันเดียว ทำให้แบงก์ชาติต้องกลับนโยบายยกเว้นตลาดหุ้น)

นอกจากนี้ จากการรวบรวมสถิติของมาตรการควบคุมเงินทุนในประเทศต่างๆ ปรากฏว่าไม่ค่อยได้ผลในการจำกัดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการกับกระแสเงินทุนไหลเช้า (Capital Inflow)

ผลการศึกษายังแสดงอีกว่า มาตรการควบคุมที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นกรณีควบคุมกระแสเงินทุนไหลออก (Capital Outflow) เช่นในกรณีของมาเลเซียเมื่อปี 2540 จากผลกระทบของวิกฤตต้มยำกุ้งที่ค่าเงินตกต่ำทั่วเอเชียจากกระแสเงินร้อนที่ไหลออกจากภูมิภาคอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นมาตรการควบคุมจึงเป็นเหมือน “ยาแก้ปวด” ที่บรรเทาอาการ แต่ไม่ได้รักษาโรคหรือไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริงแต่ประการใด และจะสร้างปัญหาที่รุนแรงในอนาคต เพราะการรักษาโรคที่ไม่ตรงจุดจะเป็นการ “สะสมเชื้อโรค” และเมื่อ “เก็บอาการ” ไม่อยู่ก็อาจเข้าขั้น “โคม่า” ได้

ดังนั้นจึงจำเป็นที่ “หมอเศรษฐกิจ” หรือผู้กำกับดูแล (Regulators) ในประเทศต่างๆ ต้องประสานความร่วมมือเพื่อร่วมกันรักษา “โรคระบาด” ที่แพร่ขยายในประเทศต่างๆ

ซึ่งรายละเอียดของการแก้ปัญหาโดยประสานความร่วมมือของผู้คุมกฎ (Regulatory Coordination) จะเป็นประการใดจะขอนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน