
ศรีไทยฯทุ่มพันล.ขยายกำลังผลิต
โพสต์ทูเดย์
— ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เล็งทุ่มเพิ่ม 1,100 ล้านบาท ปีหน้าขยายโรงงานในนอก ดันรายได้ปีหน้าเข้าเป้า 6,700 ล้านบาทนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เปิดเผยว่า ในปีหน้าบริษัทเตรียมลงทุนรวม 1,100 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนสร้างโรงงานผลิตภาชนะเมลามีนในประเทศอินเดียเฟสแรก 250 ล้านบาทซึ่งเป็นเฟสแรกที่จะมีกำลังการผลิตประมาณ 100 ตันต่อเดือน และในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 250 ตันต่อเดือนโดยจะต้องดูการตอบรับจากชาวอินเดีย และอีก850 ล้านบาท ใช้สำหรับลงทุนขยายกำลังการผลิตเมลามีนในประเทศไทย และเช่น ค่าเครื่องจักร แม่พิมพ์ และอุปกรณ์สำนักงาน ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะขยายไลน์สินค้าในกลุ่มเมลามีนให้มีรูปแบบไลฟ์สไตล์มากขึ้น เช่น มีสีสันสดใส และมีรวดลาย รวมถึงการขยายโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสำเร็จรูป อาหารแช่เย็น และอาหารพร้อมรับประทาน
หรือเรดดี้ ทู อีสต์ ที่บริษัทดำเนินการร่วมกับหลายบริษัทผู้ผลิตสินค้าพร้อมรับประทาน เช่น ซีพี, สุรพล ฟู้ด เป็นต้น
สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตฝาเกลียวสำหรับขวดน้ำพลาสติกในประเทศเวียดนามด้วยงบลงทุน150 ล้านบาท เพื่อส่งออกไปยังประเทศฟิลิปปินส์ และจำหน่ายในเวียดนาม โดยจะทำให้โรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตเพิ่มจาก 600 ล้านฝา เป็น 2,000 ล้านฝา
นอกจากนี้ ภายใน 23 ปี ยังมีแผนลงทุนสร้างโรงงานผลิตฝาเกลียวสำหรับขวดน้ำพลาสติกในอินเดียด้วย หลังจากได้สิทธิบัตรการใช้เทคโนโลยีการผลิตฝาเกลียวและจัดจำหน่ายใน 14 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก จากบริษัท ยูนิเวอร์แซล โคลสเชอร์ อังกฤษ
เมื่อปี 2551 และปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าที่ใช้ฝาเกลียวของบริษัท เช่น โค้ก, แป๊ปซี่, อาเจ บิ๊กโคล่า เป็นต้น
”ในปีนี้คาดว่าบริษัทจะมียอดขายมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 5,700 ล้านบาท และในปีหน้าตั้งเป้ายอดขาย 6,700 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากสินค้าประเภทพลาสติก 4,000 ล้านบาท เมลามีน 2,200 ล้านบาท สินค้าขายตรงและอื่นๆ 500 ล้านบาททางด้าน สินค้าขายตรงประเภทอาหารเสริม บริษัทกำลังจะเซ็นสัญญากับ บริษัท ยินตัน เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงบริษัทกำลังมองหาทางที่จะขยายสินค้าขายตรงเข้าไปยังประเทศพม่า หลังจากทดลองนำสินค้าไปวางจำหน่ายและได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวพม่าเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศพม่าและค่าเงินนิ่งแล้วบริษัทจะเข้าไปแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และตั้งออฟฟิศในประเทศพม่า
ทั้งนี้ ในเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น บริษัทได้รับผลกระทบและขาดทุนเป็นเงินประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทมากนัก และในปีหน้าบริษัทคาดว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีก โดยมองอย่างเลวร้ายที่สุดอยู่ที่ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และบริษัทได้เตรียมซื้อเงินล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว







