
แปรรูปรัฐวิสาหกิจพลังงาน ขยายฐานรายได้คลัง
....ทีมข่าวการเงิน
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจทางตรงถือเป็น
“ของแสลง” สำหรับทุกรัฐบาล เพราะอาจถูกข้อครหาว่าขายสมบัติชาติทำให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดเพียบ ต้องหาช่องแปรรูป
“ทางอ้อม” ด้วยการนำบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 30 พ.ย. เห็นชอบให้ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง หรือ SPRC ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 1 ใน 6 ของประเทศ ที่มีบริษัท ปตท. และกลุ่มเชฟรอนถือหุ้นใหญ่ สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ
ปัจจุบัน SPRC มีกำลังการกลั่นน้ำมันราว 1.5 แสนบาร์เรล/วัน โดยมีกลุ่มเชฟรอน ถือหุ้น 64% และ ปตท. (PTT) ถือหุ้น 36% ขณะที่กระทรวงการคลังก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ปตท. อีกทอดหนึ่ง
วัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การนำ SPRC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะทำให้เกิดประโยชน์ใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.ระบบบัญชีของบริษัทถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนขึ้น และ2.การที่เป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่จะช่วยเพิ่มมูลค่าตลาด หรือมาร์เก็ตแค็ปแก่ตลาดหุ้นไทยด้วย
โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานเคยผลักดันบริษัท เอสโซ่ เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2551 ซึ่งสามารถทำมาร์เก็ตแคปถึง 3.4 หมื่นล้านบาท
การนำหุ้นสามัญของบริษัท เอสโซ่ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ได้ช่วยส่งเสริมให้กิจการโรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงเอกชนแข่งขันตามกลไกตลาดเสรีได้อย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ครม.ยังเห็นชอบให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในกรณีเกิดข้อพิพาทกับ SPRC
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการนี้ ครม.หารือกันค่อนข้างมาก โดยสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นห่วงเรื่องความรับผิดชอบกรณีเกิดข้อพิพาท
ซึ่งที่ผ่านมา การใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการในการแก้ปัญหา พบว่าภาครัฐมักจะเสียหายทุกครั้ง
ทำให้ที่ประชุม ครม.ได้มีการสอบถามถึงความจำเป็นและเหตุผลของการใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ ว่าจำเป็น หรือสามารถหลีกเลี่ยงได้หรือไม่
ขณะที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ขอให้มีการตีความให้ชัดเจนว่า สัญญาระหว่าง ปตท. กับกลุ่มเชฟรอนถือเป็นสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน หรือเอกชนกับเอกชน
กระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า ปตท.ทำสัญญาลักษณะนี้มาโดยตลอด เป็นสัญญาดั้งเดิมและเป็นสากล หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ทางกฤษฎีกาก็ชี้แจงว่า แม้ว่า ปตท.จะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบกรณีเกิดข้อพิพาท แต่กระทรวงการคลังจะเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะที่ถือหุ้นใหญ่ใน ปตท.
โดย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ยังได้ชี้แจงด้วยว่า ถือเป็นเรื่องความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพราะโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่มีอยู่ 6 โรงในไทยนั้น ปัจจุบัน 5 โรงงาน ก็จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว เหลือเพียงโรงกลั่นสตาร์ฯ แห่งเดียว ซึ่งหากมีปัญหาต้องหยุดการผลิต ก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานได้
หลังจากนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ยังมีแผนผลักดันบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป
โดยเป้าหมายคือบริษัทลูกของ ปตท. รวมถึงบริษัทลูกของแบงก์กรุงไทย อาทิ กรุงไทยแอ็กซ่า ประกันชีวิต และบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทสมุนไพรไทย เป็นต้น
มีการประเมินว่า หากรัฐบาลผลักดันให้รัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นได้ในช่วงปลายปีนี้จนถึงต้นปีนี้ จะช่วยให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 1 แสนล้านบาท และมาร์เก็ตแคปรวมทั้งตลาดมีมูลค่าถึง 6.23 ล้านล้านบาท
แนวทางดังกล่าว ยังถือเป็นการยิงครั้งเดียวได้นกสองตัว นอกจากจะสร้างกลไกกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่ฝ่ายการเมืองชอบเข้าไปป้วนเปี้ยนกับผลประโยชน์แล้ว
ยังเป็นการเพิ่มรายได้เข้าแผ่นดินไปในตัว ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น หรือการเฉือนหุ้นในรัฐวิสาหกิจที่ไม่ควรเป็นของรัฐบาลแล้วออกขาย
หรือหากกระทรวงการคลังเห็นอนาคตของรัฐวิสาหกิจนั้นและต้องการถือหุ้นต่อไป จะมีรายได้จากการนำส่งเงินปันผล เช่น กรณีของบริษัท ปตท. ที่ปันผลให้กระทรวงการคลังอย่างเป็นกอบเป็นกำ
คงต้องจับตาต่อไปว่ารัฐวิสาหกิจในยุคที่มือการเงินชั้นเซียนอย่าง กรณ์จาติกวณิช ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอดีต
“พี่เบิ้ม” ในตลาดหลักทรัพย์ จะผลักดันรัฐวิสาหกิจแห่งใดเข้าตลาดหลักทรัพย์อีก






