
หนุนไทยคุมเงินทุนไหลเข้า
ไอเอ็มเอฟหนุนไทยควบคุมเงินทุนไหลเข้า
ไอเอ็มเอฟหนุนไทยควบคุมเงินทุนไหลเข้า
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังและธนาคารกลางอาเซียน+3 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยที่ประชุมได้มีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งเห็นว่าการดำเนินมาตรการต่างๆ จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และขึ้นอยู่กับสถานการณ์การไหลเข้าออกของเงินทุนในแต่ละประเทศ
ปลัดกระทรวงคลัง กล่าวว่า ผู้แทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ธนาคารกลางของประเทศในอาเซียน สามารถใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ ในกรณีที่ 1. ค่าเงินแข็งค่าเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะรับได้ 2. ระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกินกว่าความต้องการ และ 3. เศรษฐกิจมีความเสี่ยงจากฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ซึ่งในขณะนี้ ผู้แทน IMF เห็นว่า แต่ละประเทศยังไม่มีความจำเป็นในการใช้มาตรการควบคุมเงินทุน เพราะความเสี่ยงจากฟองสบู่ยังไม่ชัดเจนมากนัก รวมทั้งการบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายของธนาคารกลางเอเชียตามปกติยังมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลอยู่
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของไทย ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า นอกจากการบริหารจัดการความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในเชิงมหภาคแล้ว ประเทศต่างๆ ยังต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจไม่สามารถปรับตัวให้ ทันและตอบสนองต่อความท้าทายจากเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ นอกจากนี้ ได้ขอให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ศึกษาเพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เงินตราในภูมิภาคในการซื้อขายสินค้า และบริการระหว่างกัน ซึ่งน่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินเหรียญสหรับสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคได้
นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ ยังได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก โดยผู้แทนจากเอดีบี และไอเอ็มเอฟ ได้กล่าวรายงานที่ประชุมเห็นว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียได้มีการฟื้นตัวได้ดีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่ยังคงมีปัญหาจากอัตราการว่างงานและระดับหนี้สาธารณะที่สูง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE2) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งการไหลเข้าของเงินทุนเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียดังกล่าว นอกจากจะเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินสกุลต่างๆ ในภูมิภาคปรับแข็งค่าขึ้นแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ของสินทรัพย์ในภูมิภาคได้
ทั้งนี้ ความท้าทายของประเทศในภูมิภาคเอเชียในระยะต่อไป คือการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่เหมาะสม ทั้งในด้านการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และการบริหารจัดการเพื่อมิให้ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายมีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้







