
กอน.คาดจ่ายชดเชยราคาอ้อยให้ชาวไร่ได้ 105 บาท/กก.
ที่ประชุมกอน.คาดใช้วิธีกู้เงินมาจ่ายชดเชยราคาอ้อยให้ชาวไร่ 105 บาทต่อกิโลกรัม คาดใช้เงินรวม 6,500 ล้านบาท พร้อมนำเสนอรมว.อุตฯ และครม.เห็นชอบต่อไป
ที่ประชุมกอน.คาดใช้วิธีกู้เงินมาจ่ายชดเชยราคาอ้อยให้ชาวไร่ 105 บาทต่อกิโลกรัม คาดใช้เงินรวม 6,500 ล้านบาท พร้อมนำเสนอรมว.อุตฯ และครม.เห็นชอบต่อไป
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย และกอน. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการชดเชยราคาอ้อยให้แก่ชาวไร่อ้อยในฤดูกาลผลิต 2553/2554 โดยจะใช้วิธีการกู้เงินมาจ่ายชดเชยราคาอ้อยให้แก่ชาวไร่ ซึ่งจะนำเสนอเรื่องนี้ต่อนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ก่อนนำเข้าให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้ง
ทั้งนี้ แนวทางการในการพิจารณามีอยู่ 2 แนวทางได้แก่ การกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มาจ่ายค่าชดเชย และให้นำเงินที่โรงงานน้ำตาลส่งเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย 5 บาท บาทต่อกิโลกรัมมาใช้แทนการก่อหนี้เพิ่ม ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าแนวทางการหาแหล่งเงินกู้น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะตามมติคณะรัฐมนตรีแล้วกองทุนอ้อยฯ ไม่มีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยราคาอ้อย แต่มีหน้าที่ชำระหนี้
นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชาวไร่ไม่ได้ติดที่รูปแบบว่าจะเอาเงินส่วนไหนมาจ่ายชดเชยให้ ไม่ว่าจะให้กองทุนฯ ไปกู้เงินจาก ธกส. มาเพิ่ม หรือจะให้พักชำระหนี้ธกส. ชั่วคราว และนำเงินที่โรงงานน้ำตาลส่งเข้ากองทุนฯ 5 บาทต่อกิโลกรัมมาชดเชยแทน แต่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวไร่ เพราะราคาอ้อยขั้นต้นที่ประกาศออกมา 945 บาทต่อตัน เป็นราคาที่ไม่คุ้มทุน
ทั้งนี้ ค่าชดเชยที่ชาวไร่ต้องการอยู่ที่ระดับ 105 บาทต่อตัน เมื่อรวมกับราคาอ้อยขั้นต้นแล้วจะทำให้ราคาอยู่ที่ระดับ 1,050 บาทต่อตัน โดยจะต้องใช้เงินชดเชยทั้งหมดประมาณ 6,500 ล้านบาท เนื่องจากในปีนี้ชาวไร่ประสบปัญหามากมาย โดยเฉพาะค่าเงินบาทแข็งค่าที่กระทบต่อราคาอ้อยโดยตรง ซึ่งการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะกระทบต่อราคาอ้อย 25 บาทต่อตัน
นายประสิทธิ์ มหาแก้ว ชาวไร่อ้อยจังหวัดชัยภูมิ ผู้แทนชาวไร่อ้อยภาคอีสาน กล่าวว่า ขณะนี้ต้นทุนของชาวไร่พุ่งสูงขึ้นมาก ซึ่งในภาคอีสานมีต้นทุนอยู่ที่ 1,150 บาทต่อตันอ้อย ประกอบกับในปีนี้ที่เจอภัยแล้งตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งยังมีปัญหาน้ำท่วมเข้ามาซ้ำเติมอีก ถือว่าแย่ที่สุดในรอบหลายปี และยังมีปัจจัยเงินบาทแข็งค่า ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น ทำให้ราคาอ้อยขั้นต้นที่ประกาศออกมาที่ 945 บาทต่อตัน เป็นระดับราคาที่ไม่คุ้มทุน จึงต้องการให้รัฐบาลชดเชยค่าอ้อยให้ 105 บาทต่อตัน
นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มาขอน้ำตาลในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ที่เหลืออยู่ 1.9 แสนตัน จากที่ประชุมกอน. เนื่องจากมองว่าเข้าใกล้ช่วงปีใหม่ความต้องการน้ำตาลจะสูงขึ้น และมีการลักลอบขนส่งน้ำตาลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นสาเหตุให้น้ำตาลเริ่มกลับมาตึงตัวอีกครั้ง ซึ่งกอน.ได้อนุมัติน้ำตาลให้กระทรวงพาณิชย์ไปบริหารทั้งหมด 1 ล้านกระสอบ ตอนนี้จึงถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะมาขอน้ำตาลไปกระจายสู่ประชาชนให้ครบตามจำนวนที่อนุมัติไว้ ซึ่งที่ประชุมก็อนุมัติให้ตามจำนวน
สำหรับน้ำตาล 1.9 แสนกระสอบ จะนำไปกระจายให้แก่ห้างค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด) ส่วนหนึ่ง และใครที่ต้องการน้ำตาลจำนวนนี้สามารถติดต่อมาที่กระทรวงพาณิชย์ได้ โดยคาดว่าจะกระจายออกหมดภายในสิ้นปีนี้ ส่วนน้ำตาลที่เหลือค้างของกระทรวงพาณิชย์จำนวน 2 แสนกระสอบ ได้ทำสัญญาขายไปหมดแล้ว โดยคาดว่าจะขนออกหมดภายใน 2 สัปดาห์







