
ความท้าทายแบงก์ชาติประกาศลดใช้เงินสด
ธปท.ประกาศ 4 ความท้าทายระบบชำระเงินอนาคต ผลักดันลดการใช้เงินสดหนุนให้อีเพย์เมนท์ ลดต้นทุน 6 % หนุนแบงก์จับมือวางระบบเครือข่ายจับบัญชีมิจฉาชีพโอนเงิน
ธปท.ประกาศ 4 ความท้าทายระบบชำระเงินอนาคต ผลักดันลดการใช้เงินสดหนุนให้อีเพย์เมนท์ ลดต้นทุน 6 % หนุนแบงก์จับมือวางระบบเครือข่ายจับบัญชีมิจฉาชีพโอนเงิน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมนา "ความท้าทายและทิศทางอนาคตของระบบการชำระเงินในประเทศไทย "ว่า ประเด็นท้าทายที่สำคัญในระบบการชำระเงินในอนาคตมี 4 ประการ คือ 1 ความพยายามลดการใช้เงินสดในระบบ 2 ความสามารถเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน3.เร่งสร้างนวตกรรมใหม่และ4.การสร้างความเชื่อมั่นของบุคคลที่ใช้ระบบการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์(อี -เพย์เมนท์)
"ธปท.มีความท้าทายที่ให้ลดการใช้เงินสดและหันมาใช้ระบบอี-เพย์เมนท์เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่าค่อนข้างมาก เช่น ธปท.ลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร ธนาคารพาณิชย์ลดภาระค่าใช้จ่ายการกระจายเงินสดการรักษาความปลอดภัย ผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายการบริการจัดการเงินสด และ ผู้บริโภคลดภาระการพกเงินสด โดยธปท.มีนโยบายผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาใช้บัตรเดบิทแทนการใช้เงินสด
ทั้งนี้ในประเทศไทยมีการเบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็ม4.66ล้านล้านบาท คิดเป็น 50 % ของอัตราการเติบโตของประเทศ(จีดีพี) มีบัตรเดบิทหรือบัตรเอทีเอ็ม 30.7 ล้านบัตร กว่า 98 % ใช้เพื่อกดเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็ม และมีคนใช้บัตรเดบิทซื้อสินค้าเพียง 1.3 % ดังนั้นการเปลี่ยนให้ผู้บริโภคมาใช้บัตรเดบิทแทนการกดเงินสดเป็นความท้าทายที่สุด
นอกจากนี้ต้องมีการเชื่อมโยงการเงินระบบอี-เพย์เมนท์ใหัมีประสิทธิภาพสนับสนุนลูกค้าให้โอนเงินข้ามธนาคารได้สะดวกรวดเร็ว และคิดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม โดยที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งพัฒนาเครือข่ายตัวเองเพื่อจูงใจลูกค้ามาใช้บริการ ทำให้ลูกค้ามีการเปิดบัญชีหลายธนาคารเพื่อความสะดวกในการ เพราะได้แรงจูงใจ แต่บางครั้งบัญชีไม่มีความเคลื่อนไหว ทำให้เป็นภาระต้นทุนของธนาคาร ดังนั้นควรจะต้องเชื่อมโยงระบบการโอนเงินระหว่างธนาคารให้มีประสิทธิภาพ และลงทุนรวมกันเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน
นายประสารกล่าวว่า ธปท.มีเป้าหมายอีก 5 ปี (ปี 2558 ) จะพัฒนาเครือข่ายระบบการโอนเงินใช้เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคเอเชียและอาเชียนเพื่อรองรับการค้าการลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งให้ไทยมีเพิ่มขีดความสามารถและความได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันจะมีการเร่งงนวตกรรมใหม่ๆ โดยมีผลจาการวิจัยจากธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ระบุว่าการนำบัตรเครดิตและเดบิทมาใช้ลดต้นทุนด้านการชำระเงินสดได้ 6 % รวมทั้งเพิ่มยอดขายสินค้าและการบริการ ได้
"ในกลุ่มประเทสสหภาพยุโรปมีการนำระบบแพกเกจการโอนเงินคล้ายกับโทรศัพท์การโทรศัพท์มาใช้ ต่างจากไทยที่ใช้ค่าธรรมเนียมการโอนเงินแบบละรายการ ซึ่งการจัดทำแพจเกจการโอนที่มีความหลากหลายทำให้ธนาคารมีรายได้ที่แน่นอน และลูกค้าสามารถเลือกใช้สอดคล้องกับความต้องการ รวมทั้งการสร้างมาตรฐานสากล ซึ่งทำให้สามารถใช้งานอย่างกวางขวาง จะทำให้ลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน เปิดโอกาสมีการแข่งขันมากขึ้น ในขณะเดียวกันต้องสร้างสร้างความเชื่อมั่นระบบอี-เพย์เมนท์ ถึงความปลอดภัยและความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายในกรณีทีเกิดความเสียหาย " นายประสารกล่าว
ด้านนายอนุชิต อนุชิตตานุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด และกรรมการบริษัทเนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ กล่าวถึงระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์กับความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งการใช้เทคโนโลยีต้องมีการป้องกันและเมื่อมีปัญหาต้องทราบได้แล้วและสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ท้นท่วงที รวมถึงการให้ความรู้ผู้บริโภค
นายอนุชติกล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด ควรจะร่วมมือและใช้เครือข่ายร่วมกันในการตรวจสอบพฤติกรรมในการจับบัญชีเงินฝากของมิจฉาชีพที่มีการโกงให้โอนเงินมาพักไว้ในบัญชีตัวเอง รวมทั้งมีการเชื่อมโยงกับระบบเทเลคอมเพื่อที่ตรวจสอบหรือจับการฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากปัจจุบันมีการนำการหักเงินผ่านอิเล็กทรอนิกสืมีใช้อย่างกว้างขวางทั้งธุรกิจนันแบงก์ต่างๆ และร้านสะดวกซื้อ บัตรเติมเงินโทรศัพท์เป็นต้น







