
ปตท.สผ.ลงทุนข้ามชาติ
ปตท.สผ.ซื้อหุ้นสแตท ออยล์ 40% มูลค่า 6.68 หมื่นล้านเข้าร่วมลงทุนแหล่งทรายน้ำมันในแคนาดาอายุโครงการ 40 ปีเสริมสร้างความมั่นคงและเพิ่มปริมาณสำรองด้านพลังงาน คาดเริ่มการผลิตได้ปีหน้าและรับรู้รายได้ทันที
ปตท.สผ.ซื้อหุ้นสแตท ออยล์ 40% มูลค่า 6.68 หมื่นล้านเข้าร่วมลงทุนแหล่งทรายน้ำมันในแคนาดาอายุโครงการ 40 ปีเสริมสร้างความมั่นคงและเพิ่มปริมาณสำรองด้านพลังงาน คาดเริ่มการผลิตได้ปีหน้าและรับรู้รายได้ทันที
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) เปิดเผยว่า บริษัท PTTEP Netherland Holding Limited (PTTEP NL) ได้เข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 40% ของ สแตท ออยล์ แคนาดา พาร์ทเนอ์ชิพ (เอสซีพี) มูลค่าทั้งหมด 2,280 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 6.8 หมื่นล้านบาท เพื่อร่วมลงทุนในแหล่งทรายน้ำมัน Kai Kos Dehseh (เคเคดี) ในประเทศแคนาดา ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงที่สุดของปตท.สผ. มีอายุโครงการนานกว่า 40 ปี
ทั้งนี้ แหล่งเคเคดี ถือเป็นแหล่งทรายน้ำมันที่สำคัญของประเทศแคนาดา ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 2.57 แสนเอเคอร์ มีปริมาณน้ำมันที่คาดว่าจะผลิตได้ 4,300 ล้านบาร์เรล ประกอบด้วย 5 โครงการหลัก ซึ่งจะมีกำลังการผลิตเริ่มต้นในช่วงแรก 1 หมื่นบาร์เรลต่อวันในช่วงต้นปี 2554 และด้วยศักยภาพของปริมาณที่มีอยู่ทั้ง 5 โครงการ จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตโดยรวมได้มากกว่า 3 แสนบาร์เรลต่อวัน
สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันจากแหล่งดังกล่าวจะถูกส่งไปยังโรงกลั่นน้ำมันต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทางท่อส่งน้ำมันที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ตลอดจนมีแผนจะขยายตลาดลงมาทางใต้ของสหรัฐฯ เพื่อเข้าไปแทนที่น้ำมันที่มาจากแม็กซิโก และในอนาคตจะเริ่มเปิดตลาดใหม่ โดยวางท่อมาทางตะวันตกของประเทศแคนาดา เพื่อส่งน้ำมันเข้าสู่เอเชีย
“ข้อดีของการลงทุนในครั้งนี้ คือ โครงการจะรับรู้รายได้ได้ทันที่ในช่วงต้นปีหน้า ที่ผลผลิตเริ่มออกมา โดยทั้งปีคาดว่าจะมีกำไร โดยแหล่งนี้เป็นแหล่งที่มีปริมาณสำรองค่อนข้างมาก และการลงทุนสามาถทยอยลงทุน โดยนำรายได้จากโครงการแรกๆ มาลงทุนต่อยอดโครงการต่อไปได้ รวมถึงแคนาดาเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงน้อยในการเข้าไปลงทุน มีระดับภาษีในภาพรวมที่ระดับ 48% ถือว่าต่ำกว่าประเทศอื่นๆ และการเข้าไปถือหุ้ในสัดส่วน 40% แม้จะเป็นการถือหุ้นข้างน้อย แต่ก็มีอำนาจในการตัดสินใจร่วมกัน” นายอนนต์ กล่าว
ด้านแหล่งเงินทุนของปตท.สผ.จะใช้เงินสดที่มีอยู่ประมณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ 4 แห่ง โดยเป็นธนาคารญี่ปุ่น 3 แห่ง และสิงคโปร์ 1 แห่ง จำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินจำนวนนี้จะได้มาภายในสัปดาห์หน้า และอีก 800 ล้านเหรียญสหรัฐจะออกเป็นตราสารหนี้ในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้รอความพร้อมในการดำเนินการอยู่ โดยการชำระเงินทั้งหมดจะเริ่มจ่ายในช่วงปี 2554
ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก เนื่องจากปริมาณสำรองในประเทศมีจำกัดไม่ถึง 30 ปี ขณะที่ปริมาณการใช้เพิ่มสูงขึ้นย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าที่สูงมาก การที่ไทยสามารถเข้าไปถือปริมาณสำรองในต่างประเทศได้จะทำให้สามารถหารายได้เข้าประเทศมาชดเชยรายได้ที่รัฐบาลต้องจ่ายออกไปในการนำเข้าน้ำมันเข้ามา
ด้าน นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ได้เข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจออยล์แซนด์ กับบริษัท สเตทออยล์ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ของรัฐบาลนอร์เวย์ ในสัดส่วนร้อยละ 40 เข้าไปลงทุนในแคนาดาจะทำให้ธุรกิจน้ำมันของปตท.สผ. มีความมั่นคงมากขึ้น เพราะแหล่งดังกล่าว มีปริมาณสำรองใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากซาอุดีอาระเบีย
นายประเสริฐ กล่าวว่า การลงทุนในครั้งนี้ ใช้เงินลงทุน 2,280 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การเงินของ ปตท.สผ. และการลงทุนดังกล่าว ไม่ได้ส่งกระทบต่อปตท.ในฐานะบริษัทแม่
ทั้งนี้ ปตท.มีแผนที่จะร่วมลงทุนกับรัฐบาลนอร์เวย์ในอนาคต ซึ่งอาจเป็นการลงทุนในแหล่งผลิตก๊าซ







