posttoday

ธนาคารโลก-อีไอซี หั่นเศรษฐกิจปีนี้ปีโต2.7%

17 มกราคม 2563

ธนาคารโลก และ ธนาคารไทยพาณิชย์ ใจตรงกัน หั่นศก.ปีนี้โต 2.7% ส่วนปีที่ผ่านหั่นเหลือ 2.5%

ธนาคารโลก และ ธนาคารไทยพาณิชย์ ใจตรงกัน หั่นศก.ปีนี้โต 2.7% ส่วนปีที่ผ่านหั่นเหลือ 2.5%

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก เปิดเผยว่า ธนาคารโลกได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 เหลือ 2.5% และเศรษฐกิจไทยปี 2563 ขยายตัวได้ 2.7% เศรษฐกิจที่ว่าฟื้นตัวอย่างช้าๆ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีความแน่นอน กระทบการส่งออกของไทย และปัญหาการเมืองภายในประเทศ และการลงทุนที่ล่าช้า

"เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขนายตัวไปทางด้านล่างหรือด้านต่ำ เนื่องจากการส่งออกของไทยมีความไม่แน่นอน ความเสี่ยงทางการเมืองของไทย แม้ว่านโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะยกระดับเศรษฐกิจของไทยได้ แต่ก็มีปัญหาการดำเนินนโยบายและมาตรการให้เกิดขึ้นจริงในภาคปฏิบัติ นอกจากนี้การบริโภคที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ก็ยังติดปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูง" นายเกียรติพงศ์ กล่าว

นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีความเสี่ยงการเมือง ทำให้นักลงทุนและผู้บริโภคไม่มั่นใจ และปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่จะกระทบการส่งออก อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจก็มีปัจจัยบวกจากสงครามการค้าสหรัฐกับจีนดีขึ้น ทำให้กระทบการส่งออกของไทยลดลง

ทั้งนี้ จากภาวะเศรษฐกิจไทยดังกล่าว ธนาคารโลกได้เสนอรัฐบาลให้ออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยฐานะการคลังของประเทศยังมีศักยภาพที่ทำได้ ซึ่งต้องมีการดูแลผู้มีรายได้น้อยอยู่ในระบบประกันสังคม ดูแลคนจน ผู้สูงอายุ และผู้ตกงาน

นอกจากนี้ต้องเร่งการลงทุนตามแผนการพัฒนาประเทศ 20 ปี โดยเฉพาะโครงการร่วมลงทุนรัฐกับเอกชน หรือ พีพีพี ในโครงการอีอีซี ขณะที่การการพัฒนาเศรษฐกิจไทยระยะยาวต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ เพื่้อให้ประเทศก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

ธนาคารโลก-อีไอซี หั่นเศรษฐกิจปีนี้ปีโต2.7%

ด้านนายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า อีไอซีคาดเศรษฐกิจไทยปี 2563 เติบโตที่ 2.7% ฟื้นตัวเล็กน้อยจากปี 2562 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.5% ตามภาคส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากภาวะการค้าโลกที่น่าจะปรับดีขึ้นบ้าง

อย่างไรก็ดี เงินบาทที่แข็งค่าสะสมกว่า 24% เมื่อเทียบกับคู่ค้าคู่แข่งในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาและยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับแข็งค่าต่อเนื่อง จะยังเป็นปัจจัยกดดันต่อรายได้ผู้ส่งออกในรูปเงินบาทและความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย รวมถึงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง นอกจากนั้นแม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะยังขยายตัวได้แต่ก็เติบโตในอัตราที่ชะลอลงเช่นกัน

ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่องตามหลายปัจจัยกดดัน ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของการจ้างงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดต่ำต่อเนื่อง รายได้นอกภาคเกษตรที่เริ่มหดตัว ส่วนรายได้ภาคเกษตรก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ล้วนส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนโดยเฉพาะในหมวดสินค้าคงทนในระยะต่อไป

ส่วนด้านการลงทุนภาคเอกชน นอกจากจะมีแนวโน้มชะลอลงตามกำลังซื้อในประเทศแล้ว อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) ที่อยู่ในระดับต่ำ และระดับสินค้าคงคลัง (inventory) ภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับสูง ก็จะส่งผลต่อการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชนในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ ยอดขายรถยนต์เพื่อการบริโภคและการพาณิชย์ที่มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง รวมถึงการก่อสร้างภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการประคับประคองเศรษฐกิจปี 2563 ทั้งในรูปแบบการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลกลุ่มเปราะบางระยะสั้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการกำหนดแนวนโยบายเศรษฐกิจที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน (Enabler) โดยเฉพาะการเปิดประมูลโครงการ 5G ที่จะผลักดันให้เกิดการลงทุนภาคโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ประกอบกับการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้าจากเมื่อปลายปี 2562 จึงทำให้หลายโครงการมีการเลื่อนเบิกจ่ายมาในปี 2563

สำหรับภาวะการเงินในประเทศ อัตราดอกเบี้ยจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องทั้งปี ขณะที่เงินบาทจะมีแรงกดดันให้อยูในระดับแข็งค่าต่อเนื่อง โดยอีไอซีคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังใช้นโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อช่วยสนับสนุน
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดย กนง. มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% ตลอดทั้งปี 2563 และอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 1 ครั้งหากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คาด สำหรับค่าเงินบาทมีแนวโน้มทรงตัวในระดับแข็งค่าต่อเนื่อง โดยคาดว่า อัตราแลกเปลี่ยน ณสิ้นปี 2563 จะอยู่ในช่วง 29.5 – 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามแรงกดดันของดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่ยังจะเกินดุลในระดับสูง

ขณะที่การเปิดเสรีการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติมทั้งด้านการทำธุรกิจและการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศจะมีส่วนลดแรงกดดันค่าเงินบาทได้ค่อนข้างจำกัดในระยะสั้น และคงต้องใช้เวลาในการลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มความรู้ความเข้าใจทางการเงิน การยกระดับความสามารถในการลงทุนต่างประเทศ ตลอดจนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ยังเป็นอุปสรรค จึงจะทำให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกในระดับสูงและสามารถลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมีนัย

ข่าวล่าสุด

เลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. นี้! กกต.พร้อม - แจ้งเปลี่ยนพิกัด 2 หน่วย กทม.