
บาทแข็ง-น้ำท่วมฉุดเชื่อมั่นอุตฯลด
ส.อ.ท.เผยบาทแข็ง-น้ำท่วมฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม เดือน ต.ค. อยู่ที่ระดับ 98.7 ปรับลดลง 3 เดือนติด
ส.อ.ท.เผยบาทแข็ง-น้ำท่วมฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม เดือน ต.ค. อยู่ที่ระดับ 98.7 ปรับลดลง 3 เดือนติด
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยประจำเดือนต.ค. 2553 พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 98.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 100.8 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และค่าดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2553
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ค่าดัชนีปรับตัวลดลง เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ยังคงทำสถิติแข็งค่าสูงสุดในรอบ 13 ปี อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นใน 39 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัย โดยผู้ประกอบการไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามคำสั่งซื้อ เนื่องจากพนักงานต้องหยุดงาน และการคมนาคมขนส่งในบางพื้นที่ต้องหยุดชะงัก
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีค่าดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 100 มีอยู่ 11 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เหล็ก เซรามิก เครื่องปรับอากาศ อาหาร น้ำตาล เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 100 มี 10 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์หนัง รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 110.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 114.7 ในเดือนก.ย. เนื่องจากผู้ประกอบการคาดว่ายอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิตและผลประกอบการจะปรับตัวลดลง เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาท ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่จะส่งผลต่อภาคการส่งออก
ด้านสภาวะแวดล้อมในการดำเนินกิจการ พบว่าผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุด รองลงมา คือ สถานการณ์ราคาน้ำมัน สภาวะเศรษฐกิจโลก การเมือง และอัตราดอกเบี้ย
สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มาเสถียรภาพ โดยเข้าไปดูแลการนำเงินเข้ามาทำกำไรระยะสั้นในตลาดพันธบัตร ส่วนทิศทางค่าเงินบาทในตอนนี้เริ่มคงที่ แต่คาดว่าเงินจำนวน 6 แสนเหรียญสหรัฐจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเริ่มไหลเข้ามาภายในปลายปีนี้ จึงต้องจับตาดูว่าจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทมากน้อยแค่ไหน และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังต้องการให้ภาครัฐสร้างแหล่งเรียนรู้และพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และสร้างความชัดเจนและความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม
"ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ รวมทั้งปีมีแนวโน้มที่ลดลงดูได้จากความเชื่อมั่นคาดการณ์ล่วงหน้า ที่ปรับตัวลดลง แต่คาดว่าจะยังอยู่ที่ระดับเกิน 100 อยู่ ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2551 และ 2552"นายพยุงศักดิ์ กล่าว







