
กบข.เผย10เดือนได้ผลตอบแทน7.47%
กบข.ปลื้ม10เดือน ได้ผลตอบแทนกองทุน 7.47% สูงดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ย 5 ธนาคารใหญ่
กบข.ปลื้ม10เดือน ได้ผลตอบแทนกองทุน 7.47% สูงดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ย 5 ธนาคารใหญ่
น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) เปิดเผยว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองกบข.เมื่อสิ้นตุลาคม 2553 อยู่ที่ 7.47% ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ย 5 ธนาคารใหญ่ และหากดูเฉพาะผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นนั้นจะอยู่ที่ 35.84 % ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่อยู่ที่ 35.27 %
“ผลตอบแทนสิ้นเดือนตุลาคมอยู่ที่ 7.47% เพราะได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวดีขึ้นของตลาดหุ้นไทยและพันธบัตร เนื่องจากปีนี้ต่างชาติให้ความสนใจเข้าลงทุนในภูมิภาคเอเชียเป็นพิเศษ ด้านแผนการลงทุนในอนาคต กบข.อยู่ระหว่างการจะเข้าลงทุนในพันธบัตรอ้างอิงอัตราเงินเฟ้อซึ่งคาดว่าทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะกำลังจะเสนอขายในช่วงไตรมาส 1/2554 และ กบข. ยังสนใจเข้าลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งอยู่ระหว่างการทำรายงานไปกระทรวงการคลังในการแก้กฏกระทรวงและให้ออกประกาศกำหนดให้เข้าลงทุนได้”นางสาวโสภาวดี กล่าว
อย่างไรก็ตามในส่วนของสัดส่วนการลงทุนนั้น เป็นตราสารหนี้ในประเทศจำนวน 68.12% ตราสารทุนในประเทศจำนวน 10.47% ตราสารหนี้โลก 4.77%ตราสารทุนโลก 10.51% อสังหาริมทรัพย์ 3.64% นิติบุคคลเอกชนไทย 2.49% โดย กบข.มีสินทรัพย์ในการบริหารกว่า 485,904 ล้านบาท
ด้านแผนการลงทุนในอนาคตของ กบข.เตรียมจะเข้าลงทุนในพันธบัตรอ้างอิงอัตราเงินเฟ้อ(Inflation linked bond)ที่โดยพันธบัตรอ้างอิงอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกลุ่มที่มีความมั่นคงสูงที่เป็นนโยบายหลักของ กบข.ที่ลงทุนไม่น้อยกว่า 60 % ของเงินกองทุน เหตุที่ กบข.ให้ความสนใจลงทุนในพันธบัตรอ้างอิงเงินเฟ้อก็เพราะพันธบัตรดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะตัวที่นอกจากจะสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตามช่วงเวลาที่กำหนดและได้รับเงินต้นคืนเมื่อพันธบัตรครบอายุแล้ว จำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ได้รับจะถูกปรับมูลค่าตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนยังรักษามูลค่าที่แท้จริงไว้ได้ไม่ถูกทำให้ด้อยค่าเพราะเงินเฟ้อ ทั้งนี้พันธบัตรอ้างอิงอัตราเงินเฟ้อจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยจริงที่คงที่ล่วงหน้าไว้ก่อนและมีการปรับตามเงินเฟ้อเมื่อเวลาผ่านไปและคาดว่าจะลงทุนได้ในไตรมาส 1/2554
ขณะเดียวกัน กบข.ยังสนใจลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อาทิเช่น น้ำมันดิบ ทองแดง ดีบุก ตะกั่วเป็นต้น โดยสินค้าโภคภัณฑ์จะอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของการลงทุน ขั้นตอนการลงทุนอยู่ระหว่างการทำรายงานไปยังกระทรวงการคลังให้ออกประกาศกำหนดให้สินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักทรัพย์ที่ กบข.ลงได้ และหลังจากนั้นยังต้องให้บอร์ดอนุมัติประกาศรองรับการลงทุนสินค้าในกลุ่มนี้ต่อไป







