posttoday
มองผ่านมุม สมชาย ตรีรัตนนุกูล หลังจัสเทลฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

มองผ่านมุม สมชาย ตรีรัตนนุกูล หลังจัสเทลฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

13 พฤศจิกายน 2553

...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ

“20 ปีที่แล้ว พายุเกย์เรียกได้ว่ารุนแรงที่สุดแล้ว แต่น้ำท่วมหาดใหญ่ที่เกิดขึ้นปีนี้ถือว่ารุนแรงกว่า และแม้เกตเวย์ของจัสเทลจะไม่ล่ม แต่ก็ทำให้จัสเทลลุกขึ้นมาตื่นตัวที่จะเตรียมการรับมือกับภัยธรรมชาติที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะรุนแรงกว่านี้อีกกี่เท่า”

สมชาย ตรีรัตนนุกูล ผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจบริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และสื่อสารระหว่างประเทศ บริษัท จัสเทล เน็ทเวิร์ค เอ่ยถึงแผนของจัสเทลในขณะนี้ ซึ่งได้ขยับแผนการลงทุนในปีหน้าขึ้นมาเร็วกว่าเดิม หลังจากที่ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่มาได้ โดยที่วงจรเชื่อมต่อต่างประเทศ หรือเกตเวย์ ของจัสเทลยังคงใช้งานได้ตามปกติ จนได้รับคำชมจากลูกค้าในต่างประเทศถึงการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีในครั้งนี้

สาเหตุสำคัญมาจากการที่จัสเทลได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากบริษัทแม่ คือ จัสเทล ซับมารีน ซึ่งมีประสบการณ์ผ่านภัยธรรมชาติลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้ง และตัดสินใจลงทุนเกตเวย์เส้นทางอินโดจีนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นเส้นทางสำรองหากเส้นทางหลักทางใต้ที่ผ่านหาดใหญ่มีปัญหา

ซึ่งจัสเทลเป็นเพียงเอกชนรายเดียว!! ที่ลงทุนในเส้นทางนี้ได้ นอกเหนือจากหน่วยงานรัฐอย่างบริษัท กสท โทรคมนาคม และทีโอที

ปัจจุบันผู้ให้บริการเกตเวย์ในประเทศไทยเลือกที่จะลงทุนในเส้นทางสายใต้ เพราะง่ายและต้นทุนไม่สูงมาก ส่งผลให้การเชื่อมต่อไปต่างประเทศนั้นผ่านเส้นทางนี้กว่า 60% ดังนั้นการที่จัสเทลมีเส้นทางสำรองอย่างอินโดจีน จึงเปรียบเสมือนมี “ทางเลือก” ให้ลูกค้าท่ามกลางวิกฤตใหญ่

สมชาย กล่าวว่า เส้นทางอินโดจีนมีหลายสาย คือ ไทยพม่า ไทยลาว และไทยกัมพูชา ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังเวียดนาม จีน และบังกลาเทศ ลงทุนไปประมาณ 50 ล้านบาท และจะเริ่มมีรายได้จากเส้นทางนี้ในปีหน้าประมาณ 10% ของรายได้รวมที่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินภาพรวมว่าจะเติบโตได้มากน้อยเพียงใด

ด้วยเส้นทางอินโดจีนนี้เอง ที่จัสเทลมองว่าสำคัญกว่าการลงทุนเคเบิลใต้น้ำ ที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 ล้านบาท และมีความลำบากในการเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ ทำให้แผนลงทุนเคเบิลใต้น้ำในขณะนี้ยังเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะความต้องการไม่สูงมาก การให้ความสำคัญในเรื่องเส้นทางสำรองอย่างเส้นอินโดจีนจึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากว่ามาก

สำหรับภาพรวมของจัสเทลในปีนี้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน โดยคาดว่ารายได้จะจบที่ 1,100 ล้านบาท จากที่ตั้งไว้ 1,200 ล้านบาท เนื่องจากระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ในประเทศไทยยังไม่เกิด ส่งผลให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวประโดดนั้นต้องสะดุดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ 3จี จะไม่เกิดขึ้น แต่ความต้องการในการใช้งานเกตเวย์ในปีหน้ายังเติบโตถึง 50% ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจากการบริโภคคอนเทนต์ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่างๆ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือโซเชียล มีเดีย ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

นอกจากนี้ เมื่อ 3จี ไม่เกิดขึ้น ทำให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสาย หรือบรอดแบนด์ ยังคงเติบโตได้อีก โดยปีหน้าจะเห็นความเร็วในการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้นอีกมากจากปัจจุบันอยู่ที่ 6 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งเมื่อปริมาณการใช้งานบรอดแบนด์เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงความต้องการเกตเวย์ที่เพิ่มขึ้นด้วย

“ปัจจัยที่ทำให้ตลาดเกตเวย์เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะความต้องการคอนเทนต์ต่างประเทศมีมากขึ้น ซึ่งจัสเทลเตรียมตั้งจุดเชื่อมต่อคอนเทนต์ต่างประเทศเป็นของตัวเองอีก 45 จุดในปีหน้า เพื่อให้การใช้งานในส่วนนี้มีความหลากหลายมากขึ้น”

ทั้งนี้ ภาพรวมของธุรกิจเกตเวย์ปัจจุบันมีการแข่งขันเรื่องราคาสูงมาก เพื่อช่วงชิงลูกค้า 3 กลุ่มหลัก คือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการมือถือที่โทร.ระหว่างประเทศ และการทำธุรกรรมออนไลน์ระหว่างสาขาของบริษัทข้ามชาติ ปัจจุบันมีผู้เล่นในตลาดหลักๆ คือ กสทฯ ทีโอที จัสเทล และทรู อินเทอร์เน็ต เกตเวย์ โดยจัสเทลครองส่วนแบ่ง 30% จากตลาดรวมทั้งหมดที่มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน