ส่องโมเดล ไอเดียกำจัดขยะแดนซามูไร รีไซเคิลปรอท-กักco2ชั้นใต้ดิน
ทีมเศรษฐกิจภาครัฐ
ทีมเศรษฐกิจภาครัฐ
Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ถูกกล่าวถึงกันมากในแวดวงของอุตสาหกรรม ทั่วโลก หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การรีไซเคิล อย่างหนึ่ง โดยนำวัตถุดิบ ของเหลือใช้ กลับมาใช้ซ้ำ สิ่งที่ได้กลับมาขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ โดยเฉพาะการจัดการกับขยะอุตสาหกรรม
โรงงานอิโตมูกะ ของบริษัท โนมูระเกาะสัน จำกัด เมืองฮ่องไกโด ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้นแบบของการรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรมที่มีปรอทเป็นองค์ประกอบ เช่น หลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ แบตเตอรี่ เครื่องชั่งตวงวัด หรือ ตะกอนดินที่ปนเปื้อนสารสารปรอทจากกระบวนการขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น ผ่านกระบวนการกลั่นกรองปรอทขั้นสูงเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
ปัจจุบันมีโรงงานอยู่ 2 เมือง คือ ฮอกไกโด และโอซาก้า แต่ละปีมีขยะเข้ามาที่โรงงานประมาณ 27,000 ตัน ประกอบด้วย พวกแบตเตอรี่แห้ง 13,000 ตัน หลอดไฟ 8,000 ตัน อื่นๆ ประมาณ 6,000 ตัน โดยมาจากประเทศไทยประมาณ 100 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะจากอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมัน
กระบวนการรีไซเคิลขยะปรอท จะเป็นการย่อยสลายด้วยเตาที่มีความร้อนประมาณ 600-800องศาเซลเซียส และแยกชิ้นส่วนต่างๆ ออกไป และปรอทจะถูกแยกออกมาจากขยะในรูปแบบของไอระเหยก่อนจะผ่านกระบวนการหล่อเย็นออกมาเป็นของเหลวในรูปแบบของสารปรอทในขั้นสุดท้าย
ส่วนปรอทที่ได้มาจากการแยกขยะจะถูกส่งออกให้กับบริษัทลูกค้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการแพทย์ เป็นต้น โดยมีลูกค้าที่สำคัญ อาทิ อินเดีย เปรู บราซิล
นายจักรรัฐ เลิศโอภาส รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.มุ่งศึกษาเทคโนโลยีการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรม ซึ่งเทคโนโลยีของโรงงานอิโตมูกะ ถือเป็นต้นแบบ การนำปรอทไปแปรสภาพกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนญี่ปุ่นจากเดิมที่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพ ที่ได้รับผลข้างเคียงมาจากสารปรอทนั้นในปัจจุบันได้ลดน้อยลงไปมาก
ดังนั้นเทคโนโลยีดังกล่าวจึงนับเป็นต้นแบบที่ กนอ.จะนำมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการของเสียประเภทดังกล่าวที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมให้มีการจัดการอย่างถูกวิธีและมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาโครงการทดสอบเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือ CSS ของ บริษัท เจแปน ซีซีเอส เมืองฮอกไกโด ซึ่งเป็นโครงการสาธิตที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น (METI) เพื่อดำเนินการทดสอบในโรงกลั่นน้ำมัน ของบริษัท อิเดะมิสึ โคซัง ในเดือนเมษายนปี 2559 โดยมีกระบวนการทดสอบ 3 ขั้นตอน คือ การดักจับ การขนส่ง และ การฉีดอัดคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปเก็บไว้ชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นชั้นหินที่กักเก็บน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่หมดศักยภาพไปแล้ว ซึ่งจากการทดสอบสามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โรงแยกก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี
นายโยชิฮิโระ สาวะเดะ ผู้จัดการโครงการ บริษัท เจแปน ซีซีเอส จำกัด กล่าวว่า การกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นใต้ดินจะครบปริมาณ 300,000 ตัน ในเดือนตุลาคม นี้ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการที่ได้กำหนดไว้ในตอนแรก หลังจากนี้ต้องหารือกับรัฐบาลญี่ปุ่น ว่าจะมีทางออกกับโครงการนี้อย่างไร จะเดินหน้าต่อหรือ ปิดโครงการสาธิต ขณะเดียวกันกำลังหารือกับบริษัทจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อนำก๊าซฯที่กักเก็บได้มาช่วยลดความหนืดในกระบวนการขุดเจาะปิโตรเลียม
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าด้วยภูมิประเทศของฮ่องไกโด ที่มีความเสี่ยงในเรื่องแผ่นดินไหว ทำให้ประชาชนโดยรอบมีความกังวลจะเกิดผลกระทบจากโครงการสาธิตดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับชุมชนโดยรอบมาโดยตลอด ประกอบกับเทคโนโลยี CCS มีความเหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุดในการทดลองใช้จากระบบปิด มีการติดตามภัยพิบัติจะมีสัญญาณเตือนภัย ซึ่งจุดเด่นของ CCS นอกจาก จะอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังใช้เวลาดักจับไม่นานซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
นายจักรรัฐ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย มีการศึกษาเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่เช่นกัน แต่การจะนำมาใช้ยังต้องอาศัยความพร้อมในหลาย ๆด้าน ตั้งแต่ การประเมินเทคโนโลยีการดักจับ การขนส่ง ขนาดและลักษณะโครงสร้างใต้ดิน โดยเฉพาะแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมที่จะนำมาใช้ในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมถึงต้นทุนและค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้วางเป้าหมายนำป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะในรูปแบบต่างๆมาปรับใช้ในไทย บนหลักการของ Circular Economy เพื่อเร่งยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศปี2564 รองรับแนวโน้มการลงทุนในพื้นที่อีอีซี


