posttoday
จับตาชิ้นส่วนยานยนต์ไทยปรับตัวรับจีน บินสูงหรือหุบปีกต่ำ....ต้องเลือกสักทาง!!!

จับตาชิ้นส่วนยานยนต์ไทยปรับตัวรับจีน บินสูงหรือหุบปีกต่ำ....ต้องเลือกสักทาง!!!

12 พฤศจิกายน 2553

..พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล

เป็นที่คาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจีน ซึ่งกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน จะถึงเวลาอิ่มตัว และพร้อมที่จะบุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งแน่นอนว่าตลาดอาเซียนก็เป็นตลาดหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการจากประเทศจีนต้องการเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังในอนาคต

การเปิดนโยบายเขตการค้าเสรีระหว่างจีนอาเซียน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ที่ผ่านมา แม้จะดูเป็นช่องทางที่น่าจะเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในอาเซียน กับการบุกเจาะตลาดขนาดใหญ่อย่างประเทศจีน แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อเวลาผ่านมาสักระยะ ผู้ประกอบการทุกรายต่างก็รู้ว่าไม่ง่ายนักกับการเจาะตลาดใหญ่ ที่มีความเข้มแข็งที่สุดของโลกแห่งนี้

ความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนนั้นมีปัจจัยมาจากหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาดของตลาดและปริมาณการผลิตที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำ ผสานกับค่าแรงที่ถือว่าถูก แม้จะเพิ่งปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ จีนยังถือเป็นประเทศที่สามารถผลิตวัตถุดิบต้นน้ำได้ ซึ่งทำให้ได้เปรียบผู้ผลิตหลายประเทศอย่างมหาศาล

ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. แสดงความเห็นว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยยังคงความได้เปรียบในเรื่องของขบวนการผลิตที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยทักษะในการผลิต ขณะที่ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนและค่าแรงซึ่งเป็นจุดขายของประเทศไทยมาโดยตลอดนั้น มาในวันนี้ถือว่าไม่ใช่จุดได้เปรียบเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการจากประเทศจีน

“อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังมีจุดแข็งในเรื่องของการเป็นฐานการผลิตระดับโลก โดยเฉพาะในส่วนของรถปิกอัพ รวมถึงตลาดรถยนต์ก็มีขนาดใหญ่พอ และรัฐบาลให้การสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอด ซึ่งเราต้องขอขอบคุณ อย่างไรก็ตาม ก็มีจุดอ่อนในเรื่องของนโยบายภาครัฐที่ขัดแย้งกันเองในบางเรื่อง และการพัฒนาด้านต่างๆ ที่อาจจะต้องลงมือทำอีกมาก”

กรกฤช จุฬางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของประเทศไทย แสดงความเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของผู้ผลิตรถยนต์จะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยเกิดปัญหาในเรื่องของการผลิต เนื่องจากระบบการสั่งชิ้นส่วนในปัจจุบัน ผู้ผลิตจะมอบหมายให้เทียร์ 1 เป็นผู้พัฒนาชิ้นส่วนร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์

“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการลงทุนเรื่องการวิจัยและพัฒนา ซึ่งทางกลุ่มได้ลงทุนเรื่องนี้มากว่า 10 ปี ด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการชาวไทยเริ่มเรื่องนี้มาแค่ 34 ปี ซึ่งถือว่าช้ามาก และการทำวิจัยและพัฒนาในไทยก็เริ่มกันที่ตัวชิ้นส่วน ขณะที่ผู้ประกอบการในจีนเริ่มการวิจัยและพัฒนามาจากรถยนต์ทั้งคัน ทำให้เห็นความแตกต่างกันค่อนข้างมาก”

ทั้งนี้ กรกฤชประเมินว่า ประเทศไทยเหลือเวลาอีก 5 ปีก่อนที่ผู้ประกอบการจากประเทศจีนจะพร้อมบุกประเทศไทยอย่างเต็มตัว ซึ่งผู้ผลิตที่เป็นเทียร์ 1 บางรายอาจจะต้องปรับตัวลงไปเป็นเทียร์ 2 เพื่อความอยู่รอด และจะทำให้มีผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับเทียร์ 1 ซึ่งเป็นเพียงไทยเหลืออยู่น้อยลงไปอีก จากปัจจุบันที่เหลือไม่ถึง 10 ราย ซึ่งก็ต้องแล้วแต่นโยบายของผู้ประกอบการแต่ละรายในการเข้ามาประเทศไทยด้วย ว่าจะเปิดทางให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยหรือไม่

ยงเกียรติ์ กิตะพาณิชย์ ประธานกลุ่มชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวจีนสามารถบุกเจาะตลาดโออีเอ็มของประเทศไทยได้แล้วบางส่วน โดยเฉพาะในโครงการที่ต้องการชิ้นส่วนราคาถูกเพื่อทำราคาแข่งขันในตลาด พบว่ามีผู้ผลิตชาวจีนสามารถส่งพาร์ตเข้ามาขายในประเทศไทยได้ไม่น้อยกว่า 50 ชิ้นส่วน ขณะที่ชิ้นส่วนในประเทศไทยที่เป็นชิ้นส่วนคุณภาพสูง สามารถส่งกลับไปจำหน่ายในจีนได้ราว 20 ชิ้นส่วน

อย่างไรก็ตาม หลังการเปิดเขตการค้าเสรีแล้ว เชื่อว่าจะเกิดการส่งออกชิ้นส่วนจากประเทศจีนเข้ามาในไทยอีกมาก เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนจากจีนมีขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าผู้ประกอบการจากไทยมาก ในเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบและปริมาณการผลิต จึงต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องการแข่งขันให้เต็มที่

ประสาทศิลป์ อ่อนอรรถ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เปิดเผยเพิ่มเติมว่าอุตสาห กรรมยานยนต์ของจีนอยู่ในช่วงของการเติบโต โดยเฉพาะในอีก 5 ปีข้างหน้า คือปี 2558 รถยนต์จะเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ส่งผลให้จีนต้องปรับแผนด้วยการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องไปตามประเทศต่างๆ ซึ่งจะกระทบกับตลาดชิ้นส่วนของแต่ละประเทศแน่นอน

เนื่องจากสินค้าของจีนมีจุดแข็งเรื่องราคา ดังนั้นแต่ละประเทศจะต้องมีมาตรการเพื่อปกป้องสินค้าของตนเอง โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลอาจต้องมีมาตรการกีดกันสินค้าเกิดขึ้น ที่ดำเนินการโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยนั้น วิธีที่ดีที่สุดตอนนี้คือการดึงนักลงทุนจีนเข้ามาร่วมทุนกับผู้ประกอบการ ตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย เพื่อขายในประเทศ ส่งสินค้าเข้าไปขายในประเทศจีน และตลาดอื่นที่จีนส่งชิ้นส่วนเข้าไปขาย โดยลักษณะการร่วมทุน

“ในส่วนของผู้ประกอบการไทยที่มีจุดเด่นเรื่องคุณภาพสินค้าก็จะทำหน้าที่ในฐานะผู้รับจ้างการผลิตในชิ้นส่วนขั้นพื้นฐาน เหมือนกับที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเคยร่วมทุนกับญี่ปุ่น เพื่อผลิตชิ้นส่วนป้อนบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น เพราะผู้ประกอบการไม่มีทางแข่งขันกับญี่ปุ่นได้”

ถาวร ชลัษเฐียร ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกว่าแนวทางการพัฒนาของผู้ประกอบการไทยที่ดีก็คือการเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการจีน เพื่อที่จะบุกตลาดโลกไปพร้อมกัน เนื่องจากประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตที่มีคุณภาพ และมีตลาดส่งออกที่มีความหลากหลายกว่าประเทศจีน ซึ่งจะเริ่มส่งออกอย่างจริงจังในช่วง 35 ปีนับจากนี้

ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร กงสุล ฝ่ายการพาณิชย์ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ฉายภาพของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของประเทศจีนให้เห็นอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์สูงที่สุดในโลก โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์ในประเทศสูงถึง 13.8 ล้านคันต่อปีในปี 2552 ขึ้นไปเป็นอันดับ 1 ประเทศที่มีการผลิตรถยนต์ในโลก แต่ก็มีการส่งออกน้อยมากราว 11% เท่านั้น

ประเทศจีนคลาคล่ำไปด้วยผู้ผลิตรถยนต์ทั้งจากต่างประเทศที่เข้าไปร่วมทุนกับบริษัทในจีน โดยมีหัวหอกอย่างโฟล์คสวาเกนที่เข้าไปเป็นรายแรก และเจนเนอรัล มอเตอร์ส ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์จีนในช่วง 56 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่การก้าวกระโดดของผู้ประกอบการจีนเองก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย กับการบุกตลาดโลกของแบรนด์อย่างเฌอรี่ จีลี่ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการค่ายรถหลายแห่ง และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ นอกจากนี้ ความต้องการรถยนต์ในประเทศจีนยังต้องการรถยนต์ที่หรูหราและมีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศจีนยังเต็มไปด้วยผู้ผลิตชิ้นส่วนมากกว่า 5,000 ราย และเป็นศูนย์รวมของผู้ผลิตชิ้นส่วนโออีเอ็มรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบ๊อช เดลฟาย เอซี เดลโก้ เดนโซ่ ซูมิโตโม่ ซึ่งคิดเป็นจำนวนกิจการต่างชาติมากกว่า 1,000 กิจการ และมีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 57% ของผลประกอบการ โดยมีผู้เล่นรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดจีนอย่างเลอโนโว ไมโครซอฟท์และโมโตโรล่า

มูลค่าตลาดของชิ้นส่วนยานยนต์ที่ประเมินไว้ในปี 2553 อยู่ที่ 1.3 ล้านล้านหยวน แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 8 แสนล้านหยวน เติบโต 15% โดยเป็นตลาดโออีเอ็ม 6.3 แสนล้านหยวน และตลาดอะไหล่ 1.7 แสนล้านหยวน รวมถึงตลาดส่งออก 5 แสนล้านหยวน ที่เติบโต 23%

ตลาดใหญ่และน่าสนใจ แต่ผู้ประกอบการไทยจะเร่งเครื่องจนสามารถผงาดไปแข่งขันกับชิ้นส่วนจากแดนมังกร หรือจะต้องหุบปีกลดบทบาทตัวเองเพื่อรักษาสถานภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วน อีกไม่เกืน 5 ปีนี้ ได้รู้กัน!!!

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69