posttoday
ไม้เด็ดสกัดทุนนอก เก็บภาษีเงินไหลเข้า

ไม้เด็ดสกัดทุนนอก เก็บภาษีเงินไหลเข้า

12 พฤศจิกายน 2553

ขณะนี้ธนาคารกลางทั่วโลกรวมทั้งไทยต่างพยายามเตรียมมาตรการรับมือกับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่จะอัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มเติม 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะปล่อยก้อนแรกวันที่ 12 พ.ย.นี้ 1.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตลาดเงินต้องจับตามองมากเป็นพิเศษคือ หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อัดฉีดเงินก้อนแรกแล้วไม่ได้ผล อาจจะเร่งปล่อยเงินส่วนที่เหลือเร็วและแรงขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบตลาดเงินและภาวะเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาคเอเชียมากขึ้นได้

คำถามที่ตามมาคือ มาตรการที่จะออกมาดูแลคนไทยไม่ให้เดือดร้อนของ ธปท.จะมีอะไรบ้าง

แหล่งข่าว ธปท.เปิดเผยว่า ได้เตรียมเครื่องมือไว้ดูแลแล้ว โดยมีการเตรียมการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางการเงินของโลกเพื่อลดผลกระทบการถือเงินเหรียญสหรัฐด้วยการลดการถือเหรียญสหรัฐ หันไปถือเงินหยวนในทุนสำรองเพิ่มขึ้น เป็นการเตรียมการไว้รองรับการค้าขายกับจีนที่จะขยายตัวมากขึ้น

อีกทางหนึ่ง ได้ศึกษาการเก็บภาษีจากเงินทุนที่ไหลเข้าที่มามากเกินความจำเป็นด้วย

แต่คงไม่ใช่การเก็บภาษีจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ หรือที่เรียกกันว่า Tobin Tax เพราะการเก็บภาษีลักษณะนี้จะเก็บจากการซื้อขายเงินตราต่างประเทศทุกสัญญาที่เข้ามาในตราสารหนี้อาจครอบคลุมเกินไป

ดังนั้น หากจะมีมาตรการในด้านภาษีออกมาจริงๆ น่าจะเป็นลักษณะเก็บจากเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามาแลกเป็นเงินบาท (Inflow Tax) ซึ่งจะกำหนดให้เก็บภาษีจากเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาแลกเป็นเงินบาทในครั้งแรกครั้งเดียว โดยอาจจะคิดอัตรา 2% ต่อปี หรืออาจจะมากกว่านั้น ดูตามความจำเป็น

การเก็บแบบนี้น่าจะมีผลกระทบไม่รุนแรงมาก เพราะถ้าแลกเงินบาทเข้ามาแล้วลงทุนยาว 1 ปี อาจจะเสียแค่ 2% แต่สามารถเก็บเงินทุนประเภทที่ไหลเข้าๆ ออกๆ ได้ก็จะสูงขึ้นถึง 24% ก็ได้ ซึ่งตรงเป้าหมายที่ต้องการสกัดการเก็งกำไร

นี่คือไม้เด็ดในการดูแลผลกระทบจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในลักษณะ Quantitative Easing (QE) ของสหรัฐ ที่ตอนนี้กลายเป็นกลไกที่ธนาคารกลางหลายประเทศนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่นโยบายการเงินผ่อนคลายแบบปกติผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ไขเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องได้

หากนับจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2551 เป็นต้นมา ธนาคารกลางสหรัฐได้ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในการเข้าซื้อสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรวมกว่า 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 13% ของจีดีพี ครั้งแรก 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ครั้งที่สองอีก 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จนเงินทะลักโลก

ถ้าพิเคราะห์นโยบาย QE จะพบว่า ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแยกเป็น 2 ส่วน คือ ภาคการเงิน กับ ภาคเศรษฐกิจแท้จริง

ผลกระทบต่อภาคการเงินนั้นเราจะเห็นว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นจากการใช้นโยบาย QE ของสหรัฐจะไหลออกนอกประเทศเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในประเทศที่กำลังพัฒนา และมีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เช่น ไทย ทำให้ปริมาณเงินทุนไหลเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก อันส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 10.6%

จะเห็นว่าเงินบาทได้แข็งค่าอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ต้นปี 2552 และจากการติดตามสถานการณ์เงินทุนที่ไหลเข้านับตั้งแต่ต้นปี 2553 พบว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดพันธบัตรมากกว่าในตลาดทุนจำนวนมาก โดยในไตรมาส 3 ของปี 2553 นักลงทุนต่างชาติซื้อพันธบัตรสุทธิถึง 2.76 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4.6 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลลดลงอย่างมาก

ส่วนภาคเศรษฐกิจแท้จริงนั้น เมื่อนโยบาย QE ทำค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกใน 2 ด้าน

ด้านแรก ทำให้รายได้ของผู้ส่งออกลดลงทันทีเมื่อแปลงเป็นเงินบาท โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายย่อยที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ

ด้านที่สอง ทำให้ขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกลดลง และอาจทำให้ปริมาณการส่งออกลดลง

ความสามารถทางการแข่งขันด้านราคาสามารถพิจารณาได้จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนถ่วงน้ำหนัก (NEER) ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2553 ซึ่งพบว่าแข็งค่าขึ้นกว่า 6.6% จากต้นปี 2553

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวจะยังไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนจากยอดการส่งออก ณ ปัจจุบัน เนื่องจากสัญญาค้าขายระหว่างประเทศมักจะทำไว้ล่วงหน้า

ขณะที่ผู้นำเข้าหากคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง ก็จะชะลอการนำเข้าสินค้าออกไป ทำให้ประโยชน์จากการนำเข้ายังไม่เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน

แม้ว่ามาตรการ QE จะเป็นปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้ แต่ผลกระทบในด้านลบต่อเศรษฐกิจไทยจากมาตรการดังกล่าวสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสม

รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อผู้ส่งออก ขณะเดียวกันควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้โอกาสจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ในการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตในอนาคต

ที่สำคัญต้องเร่งเสริมสร้างอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการจ้างงาน

ส่งเสริมให้ภาคเอกชนผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีสินค้าคุณภาพที่มีตรายี่ห้อของตัวเองแทนการเป็นฐานการผลิตสินค้าราคาถูก

นี่คือทิศทางที่ประเทศจะต้องเดิน...

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย