
ราคาทองพุ่งบาทละ2หมื่น
จิตติแนะขาย-ออสสิริสผวาโดนทุบ
โพสต์ทูเดย์
— ราคาทองคำทำสถิติใหม่ คาดทะยานร้อนแรงถึงปีหน้าสมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองรูปพรรณ วันที่ 9 พ.ย. 2553 ปิดที่บาทละ 20,100 บาท สูงขึ้น 250 บาท หลังราคาตลาดโลกปิดทำสถิติใหม่ 1,403.2 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำแท่งในประเทศปิดที่บาทละ 1.97 หมื่นบาท
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีก หากราคาในตลาดโลกสามารถยืนอยู่เหนือระดับ 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ราคาทองคำแท่งในประเทศจะปรับตัวถึง 2 หมื่นบาท เนื่องจากเงินบาทแข็งค่า
ทั้งนี้ สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก ที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจาก เงินดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่า หลัง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศมาตรการ QE รอบสอง อัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้ นักลงทุน หันมาถือครองทองคำ ที่มีความมั่นคงมากกว่า แต่
“การลงทุนคงต้องระมัดระวัง เนื่องจากราคาสูงขึ้นมามากแล้ว หากนักลงทุนที่ถือครองอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ก็สามารถเทขายทำกำไรได้” นายจิตติ กล่าวขณะที่นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส มองว่าราคาทองคำแท่งในประเทศขายออกปรับขึ้นถึง 1.97 หมื่นบาท ถือเป็นสถิติใหม่ เพราะเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า นักลงทุนมี ความกังวลเรื่องปัญหาการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรป หลังไอร์แลนด์มีปัญหางบประมาณ จึงทำให้มีแรงเก็งกำไรมาก
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นคาดว่าราคาทองคำในประเทศจะไม่สามารถทะลุบาทละ 2 หมื่นบาท เพราะปลายปีลูกค้าจะไม่มีธุรกรรมการซื้อขายมาก ประกอบกับราคาที่ขึ้นไปส่วนใหญ่เป็นการเก็งกำไร สังเกตได้จากราคาทองคำหน้าเหมืองจะอยู่ที่ 800850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เทียบกับราคาทองคำปัจจุบันที่ 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทำให้มีส่วนต่างของราคาสูงถึง 600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากส่วนต่างปกติที่ร้านค้าสามารถอยู่ในตลาดได้ที่ 300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จึงมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับฐานลง
“2
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นเกือบบาทละ 1,000 โดยสัปดาห์ก่อนอยู่ที่บาทละ 18,750 ปัจจุบันบาทละ 19,700 ซึ่งเทียบกับสถิติเก่าต้องใช้เวลา 50 วัน ถึงจะขึ้นมาระดับ 1,000 บาท” นายบุญเลิศ กล่าวทั้งนี้ มองว่าปีหน้ายังเป็นขาขึ้นของราคา ทองคำ เพราะปริมาณเข้าสู่ตลาดน้อยลง ขณะที่กองทุนและธนาคารกลางประเทศต่างๆ สำรองทองคำมากขึ้น โดยปีนี้เป็นปีแรกที่ธนาคารกลางและกองทุนต่างๆ มียอดซื้อสุทธิจากตลอด 15 ปีที่ผ่านมา มียอดขายสุทธิมาตลอด อีกทั้งจีนและอินเดียมีความต้องการทองคำสูงขึ้นต่อเนื่อง
ประเมินว่าราคาทองคำปีหน้าที่ระดับ 1,5001,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาในประเทศที่บาทละ 2.1 หมื่นบาท แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้ที่สกุลเงินบาท 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนกรอบล่างต่ำกว่า 1,2001,100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ แนะนำให้รอซื้อเมื่ออ่อนตัว ในช่วงที่ราคาปรับตัวลงมาอยู่ในกรอบ 1,3501,375 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพราะเป็นไปได้ว่าราคาจะพักฐานเพื่อลดความร้อนแรงช่วงสั้นในไม่ช้า
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการ บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล คาดว่าราคาทองคำสามารถขยับขึ้นไปแตะที่ 1,450 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ภายในสิ้นปีนี้ และประมาณไตรมาส 12 ของปี 2554 อาจเห็นราคาทองคำอยู่ที่ 1,5001,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยได้รับปัจจัยหนุนอย่างแข็งแกร่งจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รอบสอง
อย่างไรก็ตามเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนทองคำ บริษัทฯ ได้เปิดบริการใหม่คือโปรแกรมออมทอง หรือ
“YLG Gold Saving Program” เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนทะยอยเข้าลงทุนเป็นรายเดือน ซึ่งถือเป็นทางเลือกให้ลูกค้าสะสมทองคำโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสั่งซื้อหรือการรอจังหวะเข้าซื้อ โดยสามารถที่จะเลือกลงทุนทั้งทองคำ 96.5% ด้วยเงินเริ่มต้นขั้นต่ำ 5,000 บาท หรือ ทองคำ 99.99% ด้วยเงินเริ่มต้นขั้นต่ำ 10,000 บาทนายธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า ราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยสิ้นปีนี้คาดว่า ราคาจะขึ้นไปถึง 1,450 เหรียญสหรัฐ ต่อ ออนซ์หลังจากมาตรการ QE2 ที่ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่าต่อไป
“
ปัจจัยที่ต้องจับตา คือ เมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับค่าเงินหยวนจะทำให้ประเทศจีนมีอำนาจซื้อมากขึ้น และเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในเงินสำรองมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีอยู่เพียง 1.6% เท่านั้น” นายธนรัชต์ กล่าว






