
สรรพสามิตยิ้มรีดภาษียาเส้นได้เงินเพิ่ม2,000ล้าน
กรมสรรพสามิตรับโชคสองชั้นขึ้นภาษียาเส้นได้เงินเพิ่ม 2,000 ล้านบาท ขยายเวลาขึ้นภาษีบุหรี่ 40% อีก 1 ปี ทำให้ยอดภาษีบุหรี่ไม่ตก
กรมสรรพสามิตรับโชคสองชั้นขึ้นภาษียาเส้นได้เงินเพิ่ม 2,000 ล้านบาท ขยายเวลาขึ้นภาษีบุหรี่ 40% อีก 1 ปี ทำให้ยอดภาษีบุหรี่ไม่ตก
นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตยาเส้นจาก 0.005% ต่อกรัม เป็น 0.1% ต่อกรัม มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.2562 ทำให้ราคาขายปลีกยาเส้นขนาดบรรจุ 20-30 กรัมต่อซอง เพิ่มขึ้นจาก 10 บาท เป็น 13 บาท และยาเส้นซองเล็กขนาดบรรจุไม่เกิน 10 กรัม จากราคา 5 บาท เป็น 7 บาท
การปรับขึ้นภาษียาเส้นทำให้กรมมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 2,000 ล้านบาทต่อปี จากเดิมที่เก็บได้ปีละ 130 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการบริโภคยาเส้นมีการปรับเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมในปี 2559 อยู่ที่ 12 ล้านกิโลกรัม แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 26 ล้านกิโลกรัม จากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ที่เริ่มมีผลในช่วง ก.ย.2560 มีผลให้ราคาบุหรี่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นซองละ 60-165 บาท ส่งผลให้คนที่สูบบุหรี่เปลี่ยนมาสูบยาเส้นมากขึ้น
นอกจากนี้การปรับเพิ่มภาษียาเส้นทำให้ส่วนต่างของภาษียาเส้นกับบุหรี่จากเดิมอยู่ 300 เท่า เหลือ 17 เท่า น่าจะส่งผลทำให้บริโภคยาเส้นลดลง และไม่กลับไปสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลไม่ต้องการส่งเสริมให้บริโภคสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงมีการปรับขึ้นภาษียาเส้น
นายพชร กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษียาเส้นจะไม่กระทบกับเกษตรกร หรือผลผลิตชุมชน เพราะ ผู้ผลิตรายเล็กถ้ามีการขึ้นทะเบียน บ่ม หั่นใบยาขายให้การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว จะมีเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 20-30 แห่ง ที่ได้รับผลกระทบ
สำหรับการขยายเวลาปรับอัตราภาษีบุหรี่ เป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 จากปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 20% และ 40% ออกไปอีก 1 ปี โดยเริ่มให้เก็บอัตราเดียว 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2563 เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัว ซึ่งทำให้การเก็บภาษีบุหรี่ในปีงบประมาณ 2562 อาจจะได้มากกกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6 หมื่นล้านบาท







