
แบงก์อ่วมปล่อยกู้โรงสีข้าว โดนโกงฟ้องก็ยังแพ้
...ทีมข่าวการเงิน
สินเชื่อข้าวแบงก์สะเทือนหนัก หลังเจอลูกค้าโรงสีข้าวแสบ แอบขโมยข้าวที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้ไปขาย แบงก์ยื่นฟ้องเรียกหนี้คืน กลับแพ้คดีหมดเลย เหตุกฎหมายไม่เอื้ออำนวย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นกับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง เนื่องจากในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุว่า หลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้จะต้องอยู่กับเจ้าหนี้ แต่การปล่อยกู้สินค้าเกษตรนั้น เจ้าหนี้จะเก็บสินค้าเกษตร เช่น ข้าว หรือสินค้าอื่นไว้ในโกดังของลูกค้า แต่ตีตราครั่งและห้ามเปิดโกดังอย่างเด็ดขาด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็คือ สินค้าเกษตรซึ่งเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยที่กุญแจและตราครั้งที่แบงก์ผนึกไว้ยังติดอยู่ มีการตรวจสอบก็พบว่ามีการขโมยข้าวออกไปทางกำแพงด้านหลัง
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง กล่าวว่า ข้าว 100 เกวียนใช้รถบรรทุกขนแค่ 4 คัน และรถยกใช้ยกกระสอบข้าวออกไป สามารถขนข้าวหนีได้ภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
แต่ที่เจ็บปวดกว่านั้นเมื่อธนาคารเจ้าหนี้ ฟ้องลูกค้าชำระหนี้ก็แพ้คดีเนื่องจากการตีความกฎหมายว่าหลักทรัพย์ค้ำประกันต้องอยู่กับเจ้าหนี้ แต่ข้าวไม่ได้อยู่กับเจ้าหนี้จะถือเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันมิได้
นายสำมิตร สกุลวิระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เพราะในทางกฎหมายจะถือเป็นการจำนำที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากหลักทรัพย์อยู่กับลูกหนี้ ธนาคารจึงต้องขอเช่าโกดังจากลูกหนี้ เพื่อให้โกดังเป็นของธนาคาร การจำนำจึงจะสมบูรณ์
“
ทุกอันที่บอกจำนำเรามีการเช่าที่โรงสีเก็บไว้ แต่ปัญหาที่เกิดคือการโกง เอากุญแจไปเปิดเอาข้าวไปขายโดยเราไม่รู้ พอฟ้องร้องข้าวในโกดังต้องเป็นของเราแน่นอน แต่ปัญหาอยู่ในเชิงปฏิบัติ เพราะโกดังเป็นของลูกค้า ธนาคารก็ต้องใช้วิธีเช่าโกดังเพื่อให้เป็นชื่อเรา” นายสำมิตร กล่าวนายสำมิตร กล่าวว่า วิธีแก้ปัญหาของธนาคารคือ ถ้าไม่มั่นใจลูกค้าจะไม่ปล่อยกู้ ฉะนั้นการดูบุคลิกลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญสุด รวมถึงต้องจ้างคนที่เชื่อถือได้เฝ้าโรงสี 24 ชั่วโมง แต่บางครั้งว่าจ้างคนเช่าโรงสีก็ยังเกิดการขโมย ปัจจุบันธนาคารมีสินเชื่อที่เกี่ยวกับโรงสีข้าวคงค้างกว่าหมื่นล้านบาท จำนวนโรงสีกว่า 300 ราย และไม่ได้ขยายสินเชื่อข้าวมากนัก เพราะจะดูลูกค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะการให้สินเชื่อกับลูกค้าเดิม
ทั้งนี้ ปัญหาน้ำท่วมจะส่งผลให้ข้าวมีราคาแพงในต้นปีหน้า แต่การว่าจ้างผู้ดูแลยังคงเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถือว่าสูง แต่ก็คุ้มเพราะคิดดอกเบี้ยเงินกู้แพงได้ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง
แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากที่ธนาคารแพ้คดีความกับลูกหนี้ทำให้ต้องกลับไปวางแผนธุรกิจปล่อยกู้โรงสีข้าวใหม่ โดยมีการแยกกลุ่มลูกค้าระดับบน กลาง ล่าง และกลุ่มที่ต้องตัดทิ้ง แบ่งรายชื่อลูกค้าดีเลวออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อความสะดวกในการพิจารณาสินเชื่อ
“
ลูกค้ากลุ่มโรงสีข้าวไม่ใช่ไม่ดีทั้งหมด แต่จะต้องดูจรรยาบรรณการทำธุรกิจ บุคลิกภาพลูกค้าว่าเป็นคนดีหรือชอบตุกติก เพราะปัญหาการโกงเป็นเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นบ่อยในธุรกิจนี้” แหล่งข่าวเปิดเผยอย่างไรก็ดี สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ ขณะนี้ก็ไม่ได้หยุดปล่อยกู้โรงสีข้าว แต่เลือกลูกค้าถ้ากลุ่มไหนไม่ใช่ลูกค้าดั้งเดิมและไม่รู้จักสไตล์การทำธุรกิจเราก็อาจจะปฏิเสธไม่ให้สินเชื่อได้ แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ ลูกค้าข้าวประสบปัญหาทั้งน้ำท่วม และเงินบาทแข็งค่า โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม หากท่วมเกิน 7 วัน ข้าวจะเน่า และลีบ ธนาคารจึงต้องเข้าช่วยลูกค้าใน 3 แนวทางคือ ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย และให้วงเงินเพิ่ม ตอนนี้คนขายข้าวโดน 2 ต่อ และปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือ คนที่ซื้อข้าวเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวย อย่างเช่น อินโดนีเซีย อินเดีย ก็จะมีเรื่องของราคาเข้ามาเกี่ยวข้องอีก
แหล่งข่าวจากธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เรื่องการแพ้คดีลูกหนี้โกงข้าวนี้ แต่ละธนาคารก็ต้องไปวางมาตรการป้องกันกันเอง เพราะคงจะไปเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายคงไม่ได้
วิธีที่ดีที่สุดในการปล่อยสินเชื่อก็คือ การรู้จักกันระหว่างเจ้าหน้าที่ธนาคารในพื้นที่กับลูกหนี้ หากมีความสนิทสนมกันและรู้จักกันดี การที่ลูกค้าจะโกงก็มีน้อย เพราะเรามีการป้องกันด้วยการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและเจ้าหนี้ไว้แล้วส่วนหนึ่ง
สินค้าเกษตรนั้น หากธนาคารปล่อยผู้และไม่มีระบบการติดตามที่ดี โอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียสูงมาก และเป็นอุปสรรคต่อการปล่อยกู้สินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ขนาดธนาคารให้กู้ลูกค้าที่เป็นผู้ค้าหรือเทรดเดอร์ ไม่ได้ปล่อยกู้เกษตรกร ยังมีหนี้เสียเกิดขึ้น เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ







