
หอการค้าฯชี้ประกันภัยมีแนวโน้มโตเกิน7.7แสนล้านบาท
ประธานผู้แทนการค้าไทยชี้ 5 ปีข้างหน้าโอกาสทองธุรกิจประกันภัย คาดแนวโน้มเบี้ยโตเกิน 7.7 แสนล้านบาท เหตุธุรกิจ สังคมเสี่ยงสูง
ประธานผู้แทนการค้าไทยชี้ 5 ปีข้างหน้าโอกาสทองธุรกิจประกันภัย คาดแนวโน้มเบี้ยโตเกิน 7.7 แสนล้านบาท เหตุธุรกิจ สังคมเสี่ยงสูง
นายเกียรติ สิทธิอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนาของสมาคมประกันวินาศภัยว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าธุรกิจประกันภัยไทยมีโอกาสที่เบี้ยประกันภัยทั้งระบบเติบโตสูงกว่าแผนแม่บทที่ตั้งเป้าหมายไว้ 7.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) เนื่องจากในอีก 5 ปีข้างหน้าความเสี่ยงจะสูงขึ้น ทั้งด้านการลงทุนของธุรกิจ และสังคม จากการเปิดเสรีการค้า ทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตมายังกลุ่มประเทศเอเชีย เพราะเป็นตลาดที่กำลังเติบโตมากที่สุดของโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นโอกาสของธุรกิจประกันภัยที่จะเข้าไปรองรับความเสี่ยงเหล่านั้น
"เราจะเห็นว่าเงินกำลังไหลเข้ามายังเอเชีย รวมถึงประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ซึ่งบริษัทประกันภัยในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างรวดเร็ว ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาหลังเจอวิกฤติการเงิน ทำให้เขามีความพร้อมสูง และกำลังมองโอกาสที่จะเข้ามาลงทุนหากเปิดเสรีการค้า ซึ่งผู้ประกอบการประกันภัยในไทย จะต้องติดตามข้อมูลเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อม"นายเกียรติ กล่าว
นายเกียรติ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีประชาชนอีก 25 ล้านคนที่อยู่ในวัยแรงงาน ยังไม่มีการทำประกันใดๆ และเบี้ยประกันต่อหัวของประชากรไทยยังต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย รวมถึง การแข่งขันการขายประกันภัยระหว่างธนาคาร กับ บริษัทประกันภัย จะทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น จึงมองว่า โอกาสของธุรกิจประกันภัยยังมีอีกมาก
นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าธุรกิจประกันภัยจะเติบโต 43% จากเบี้ยรวม 3.6 แสนล้านบาท เป็น 5.2 แสนล้านบาท เป็นการเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการเติบโตตามธรรมชาติ เนื่องจากรายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น
"คือโดยธรรมชาติโตอยู่แล้ว 43% หากมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ อย่างรวดเร็วให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และมีความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ เชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจประกันภัยโตได้มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้"นายเกียรติ กล่าว
นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) กล่าวว่า ทางคปภ.ได้ร่วมมือกับธุรกิจประกันภัย เพื่อที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้ได้มากขึ้น เช่น การออกกรมธรรม์ราคาถูก หรือ ไมโครอินชัวรันส์ และมีการกำกับดูแลฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยให้มีความเข้มแข็ง ด้วยการนำระบบดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง(RBC) มาใช้โดยจะเริ่มในปี 2554 และ เพิ่มเป็น 150% ในปี 2556 เพื่อให้มีความเป็นมืออาชีพ และ มีช่องทางในการระดมทุนที่หลากหลาย ในด้านบริษัทขนาดเล็ก มีบทเฉพาะกาลกำหนดไว้ว่า หากแปลงเป็นบริษัทมหาชนไม่ได้ในปี 2556 ก็ยืดต่อให้จนถึงปี 2559 ถ้าทำไม่ได้อีก เป็นอันว่าใบอนุญาตเป็นอันสิ้นสุด







