posttoday

นวัตกรรุ่นจิ๋วโชว์ ‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ ในเวทีโลก

24 มีนาคม 2562

การปลูกฝังทักษะเยาวชนสู่การเป็นนวัตกรที่สามารถต่อยอดนำความรู้

การปลูกฝังทักษะเยาวชนสู่การเป็นนวัตกรที่สามารถต่อยอดนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่การสรรค์สร้างนวัตกรรมได้จริง คือการสร้างขุมกำลังที่จะนำพาประเทศสู่การเป็น Makers Nation ได้สำเร็จ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดทำโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม หรือ Fabrication Lab เรียกสั้นว่าๆ FABLAB (แฟ็บแล็บ) ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม ในสถานศึกษาที่มีความพร้อม 150 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ Big Rock เพื่อจุดประกายให้เยาวชนกล้าลงมือสร้างสิ่งประดิษฐ์ตามความคิดและจินตนาการให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ล่าสุดยังได้จัด โครงการประกวดการพัฒนาต้นแบบทางวิศวกรรมระดับประเทศ หรือ FABLAB Thailand Student Design and Engineering project Competition 2018 ในหัวข้อ “การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อพัฒนาชุมชน” เวทีส่งเสริมให้เยาวชนมีโอกาสคิดค้น สร้างสรรค์ผลงาน ด้วยการออกแบบเชิงวิศวกรรม ผนวกกับการพัฒนานวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี ซึ่งมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการมากถึง 222 โครงการจากทั่วประเทศ โดย 2 ทีมเยาวชนไทยผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ ได้แก่ สายสามัญ คือ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 จ.พะเยา จากผลงาน “เครื่องให้อาหารปลาอัตโนมัติในระบบบ่อใหญ่” และสายอาชีวะ คือ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี จากผลงาน “ธนาคารปูม้าโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์”

กุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีพันธกิจในการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์ฯ ตามแนวทาง “วิทย์สร้างคน” ที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ โครงการ FABLAB Thailand Student Design and Engineering project Competition 2018 เกิดขึ้นเพื่อจุดประกายความเป็นนักประดิษฐ์ให้แก่เยาวชน

“ในโครงการผู้เข้าสมัครกว่า 500 คน จะได้รับการอบรมด้านนาโนเทคโนโลยี โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เพื่อนำความรู้และเครื่องมือต่างๆ ที่ได้รับมาใช้ออกแบบพัฒนาสิ่งประดิษฐ์เข้าประกวด โดยผลงานของทีมผู้ชนะเลิศทั้งสองทีมจะได้รับเงินสนับสนุนเพื่อไปต่อยอดขยายผลสู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชุมชน รวมทั้งนำผลงานไปร่วมจัดแสดงในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการระดับนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี (The 18th International Nanotechnology Exhibition and Conference) หรืองาน nanotech 2019 ณ ประเทศญี่ปุ่น”

นวัตกรรมสัญชาติไทยใน“nanotech 2019”

นวัตกรรุ่นจิ๋วโชว์ ‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ ในเวทีโลก

ผลงานนวัตกรรมจากแสงอาทิตย์เพื่อพัฒนาชุมชน ทั้งเครื่องให้อาหารปลาอัตโนมัติในระบบบ่อใหญ่ และธนาคารปูม้าโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ได้ร่วมจัดแสดงในงาน nanotech 2019 ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเวทีจัดแสดงผลงานวิจัยผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมด้านนาโนเทคโนโลยีที่สำคัญงานหนึ่งของวงการนาโนเทคโนโลยีระดับโลก ภายในงานมีชาวต่างชาติให้ความสนใจอย่างมาก

เครื่องให้อาหารปลาอัตโนมัติในระบบบ่อใหญ่ คือผลงานของ ชินวัตร พรหมเทพ และ อุดม อนุชิตวรการ ซึ่งได้พัฒนาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้อาหารปลาดุกในบ่อซีเมนต์และบ่อดินของโรงเรียน ในการออกแบบใช้เทคโนโลยีสมองกลฝังตัวเข้ามาควบคุมระบบการทำงาน โดยใช้แหล่งพลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงสามารถให้อาหารปลาได้อัตโนมัติผ่านการสั่งงานบนแอพพลิเคชั่น อีกทั้งยังสั่งหรือตั้งเวลาเปิด-ปิดหลอดไฟล่อแมลงสำหรับเป็นอาหารปลาได้ นอกจากนี้ระบบยังวัดปริมาณอาหารและอุณหภูมิในถังพร้อมทั้งแสดงผลเป็นกราฟผ่านระบบออนไลน์ได้อีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถนำไปใช้ในบ่อเลี้ยงปลาของกลุ่มเกษตรกรที่ประสบปัญหาต้นทุนในการจ้างแรงงานเลี้ยงปลาหรือเกษตรกรที่ไม่ค่อยมีเวลาให้อาหารปลาได้ตลอดและยังสอดคล้องกับการทำเกษตรยุค 4.0

ส่วนธนาคารปูม้าพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นผลงานของ นูรุดดีน เจะปิ และสิทธิพร จันทานิตย์ จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี ที่ต้องการช่วยเหลือชุมชนในเรื่องการจัดทำธนาคารปูม้าชุมชน ซึ่งมักพบปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยครั้งจนส่งผลให้ลูกปูม้าที่อยู่ในระยะฟักตัวตาย หรืออุณหภูมิของน้ำที่สูงในฤดูร้อนทำให้แม่ปูม้าไข่และตัวอ่อนตาย เป็นต้น

ธนาคารปูม้าพลังงานแสงอาทิตย์ถูกออกแบบเป็นบ่ออนุบาลปูม้าบริเวณชายฝั่ง โดยมีระบบการเติมอากาศ การตรวจวัด สภาพน้ำ มีระบบการปล่อยตัวลูกปูเมื่อมีขนาดที่เหมาะสม คือ 1.0-1.4 เซนติเมตร ด้วยการต่อท่อเข้าสู่ป่าชายเลนโดยตรง เพื่อให้ลูกปูม้ามีแหล่งหลบภัยทางธรรมชาติก่อนกลับสู่ทะเล ซึ่งช่วยเพิ่มอัตรารอดให้แก่ปูม้าได้มากขึ้น ทั้งนี้ขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ (พลังงานแสงอาทิตย์) ร่วมกับระบบเก็บกักพลังงาน พร้อมกันนี้ยังเคลือบผิวแผ่นโซลาร์เซลล์ด้วยนาโนเทคโนโลยี เพื่อป้องกันสนิมและคราบสกปรก โดยหวังว่านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นนี้จะส่งผลให้มีปูม้าในธรรมชาติสูงขึ้น สามารถเพิ่มรายได้และความมั่นคงในอาชีพของชุมชนและสามารถขยายผลในธนาคารปูม้าทั่วประเทศในภาพรวมต่อไป

“เมืองโตโยต้า” ต้นแบบนวัตกรรมรักษ์โลก

นวัตกรรุ่นจิ๋วโชว์ ‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ ในเวทีโลก

ในโอกาสนี้เยาวชนทั้งสองทีมยังได้ร่วมศึกษาเยี่ยมชมและร่วมกิจกรรม ณ แหล่งเรียนรู้ของโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเรียนรู้ถึงแนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีสุดล้ำที่เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน

กุลประภา กล่าวว่า เยาวชนทั้ง 4 คน ได้เข้าเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ของโตโยต้า เริ่มจาก Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่บนโรงงานเก่าซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของโตโยต้า ภายในจัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบริษัทตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยบริษัทเริ่มต้นจากการทำอุตสาหกรรมเครื่องทอผ้าและสิ่งทอ เด็กๆ จะได้เห็นกี่ทอผ้าเครื่องแรกที่ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ไปจนถึงวิวัฒนาการของเครื่องทอผ้าแต่ละรุ่นที่เกิดขึ้นจากการใช้หลักการออกแบบทางวิศวกรรมแก้ปัญหาและพัฒนาจนได้เครื่องทอผ้ารุ่นใหม่ๆ ที่ทันสมัยและทอผ้าได้จำนวนมากในระดับอุตสาหกรรม เช่น เครื่องทอผ้ามือเดียว เครื่องทอไฟฟ้าอัตโนมัติ เครื่องทอผ้าที่เปลี่ยนกระสวยได้อัตโนมัติ และเครื่องทอผ้าที่เป็นความภูมิใจของโตโยต้าอย่างมาก คือ กี่ทอผ้าแบบวงกลมขนาดใหญ่ กี่ทอผ้ารุ่นแรกที่ทอผ้าเป็นผืนใหญ่ในลักษณะทรงกระบอกที่มีเส้นรอบวงยาว 5 เมตร ได้ในระยะเวลาอันสั้น และเมื่อตัดผ้าจากทรงกระบอกเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะได้ผ้าหน้ากว้างถึง 5 เมตร เลยทีเดียว ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรด้วย

“ถัดจากเครื่องทอผ้าเป็นการจัดแสดงรถยนต์รุ่นต่างๆ ที่ผลิตขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการจัดแสดงรถยนต์คันแรกซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับ Ford Motor Company สะท้อนถึงแนวคิดการพัฒนาธุรกิจที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากการร่วมเรียนรู้และนำมาต่อยอดจนสามารถสร้างรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นได้สำเร็จจนถึงวันนี้ นอกจากรถยนต์แล้วทุกวันนี้โตโยต้ายังเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ พวกเขาผลิตหุ่นยนต์ในด้านต่างๆ และสามารถพัฒนาหุ่นยนต์ที่เสมือนมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ในพิพิธภัณฑ์เด็กๆ จะได้เห็นการแสดงหุ่นยนต์สีไวโอลิน รวมถึงวงดนตรีของหุ่นยนต์”

นวัตกรรุ่นจิ๋วโชว์ ‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ ในเวทีโลก

นอกจากนี้ทีมเยาวชนยังได้เยี่ยมชม Toyota Ecoful Town เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ และได้เรียนรู้วิถีชุมชนที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายในเมืองมีการพัฒนารถยนต์พลังงานสะอาด ทั้งรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฮบริด รถไฟฟ้า และรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน มีการจำลองโรงงานสาธิตการแยกก๊าซไฮโดรเจน-ออกซิเจนจากน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สถานีบริการเชื้อเพลิงไฮโดรเจนให้กับผู้คนในเมืองซึ่งใช้รถยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนด้วย ไม่เพียงแค่รถยนต์แต่ยังมีบ้านประหยัดพลังงานอัจฉริยะ เป็นบ้านที่เน้นลดการใช้พลังงานด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงระบบดิจิทัลต่างๆ ที่เข้ามาช่วยควบคุมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านระบบเซ็นเซอร์ที่ทำงานได้อัตโนมัติ

“เด็กๆ ยังได้ไปร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลที่ Toyota Shirakawa-Go Eco Institute ด้วย ได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ อาทิ การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เรียนรู้ความสัมพันธ์ของพืชและสัตว์ในการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ก่อนจะปิดท้ายที่ Mega Web Toyota สถานที่ที่เด็กๆ จะได้เห็นวิวัฒนาการของรถยนต์ตั้งแต่โซนรถรุ่นเก่าสุดเก๋าทั้งของโตโยต้าและยี่ห้ออื่นๆ จากทั่วโลก ซึ่งผู้ก่อตั้งโตโยต้าได้สะสมไว้ มาจนถึงโซนเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต แหล่งรวบรวมยานยนต์อันล้ำสมัยสำหรับคนยุคใหม่ รวมถึงยานยนต์สำหรับผู้พิการและผู้สูงวัยด้วย ทั้งหมดนี้เราได้เห็นถึงวัฒนธรรม วิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างมาก โดยที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งหวังว่าเด็กๆ จะได้รับความรู้และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขานำไปใช้ต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมดีๆ เพื่อคนไทยต่อไป”กุลประภา กล่าว

ด้าน สิทธิพร จันทานิตย์ หรือ ลีโอ ตัวแทนจากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า การได้มีโอกาสร่วมงาน nanotech 2019 ประเทศญี่ปุ่น นอกจากภูมิใจที่ได้นำผลงานไปจัดแสดงแล้ว ยังช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ได้เห็นเทคโนโลยีนาโนที่น่าสนใจมากมาย เช่น สารเคมีเคลือบป้องกันสนิมในพื้นที่ใกล้ทะเล เนื่องจากพวกเราอยู่ติดทะเล ปัญหาความเค็มจากน้ำทะเลทำให้อุปกรณ์เครื่องมือรวมทั้งเรือประมงเสียหายเป็นสนิมง่าย ส่วนตัวจึงสนใจนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ภาคใต้ในอนาคต

นวัตกรรุ่นจิ๋วโชว์ ‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ ในเวทีโลก

“นอกจากนี้การศึกษาดูงานในเมืองโตโยต้ายังได้เห็นเทคโนโลยีเครื่องทอผ้า ซึ่งมีทั้งแบบดั้งเดิมและใช้คอมพิวเตอร์แบบปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้ทอผ้าได้เร็วขึ้น เช่น ผ้าห่ม 1 ผืน สามารถทอเสร็จภายใน 5 นาที จากความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการทำงาน และการคิดสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ได้ต่อไป”

ส่วน อุดม อนุชิตวรการ หรือ เยีย ตัวแทนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 จ.พะเยา กล่าวว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสไปนำเสนอผลงานที่ญี่ปุ่น ทำให้ได้เห็นเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาต่างๆ ของแต่ละประเทศ และไทยก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติอื่นๆ

“ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ประทับใจคือเครื่องพิมพ์ 3 มิติของญี่ปุ่น มีความละเอียดและเสมือนจริงมาก นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังสร้างรถยนต์แรงดันน้ำเป็นรถยนต์แห่งอนาคตที่ไม่ใช้น้ำมัน ซึ่งช่วยลดโลกร้อนได้ในอนาคต ที่สำคัญยังได้สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรมความเป็นระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น โดยประสบการณ์ความรู้ที่ได้ครั้งนี้ ทั้งเทคโนโลยีและการใช้ชีวิตจะนำมาพัฒนาตัวเองต่อไป”

การได้มีโอกาสนำผลงานไปอวดโฉมให้ชาวโลกและได้พบเห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่เพียงนำมาซึ่งความภาคภูมิใจแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาก้าวสู่การเป็นนวัตกร เสริมแกร่งกำลังคนด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด เบิร์นลีย์ พบ แมนซิตี้ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 22 เม.ย.69