
วิเคราะห์เลือกตั้ง 2562 แบบบ้านๆ (8)
แล้วเราก็มีการเลือกตั้งจนได้
แล้วเราก็มีการเลือกตั้งจนได้
บทความวันนี้เราคงไปพูดถึงผล (คะแนน) การเลือกตั้งไม่ได้ เพราะว่า หนึ่ง ระเบียบ กกต.ท่านห้ามไม่ให้กระทำการอันอาจจะเป็นชักจูงหรือขัดขวางการเลือกตั้งในวันที่มีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สอง การนับคะแนนก็ยังคงไม่เรียบร้อย (“ไม่เรียบร้อย” กับ “ไม่เสร็จ” มีความหมายเป็นคนละเรื่องนะครับ) และสาม ประเด็นสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ผลของการเลือกตั้งเป็นหลัก (ในความคิดของผู้เขียน) แต่อยู่ที่ “วันข้างหน้า” หลังการเลือกตั้ง “เราจะอยู่กันอย่างไร” นั้นมากกว่า
สมมติว่า (สมมตินะครับสมมติ) คะแนนของฝ่ายที่ “เอาลุงตู่” ได้ผลออกมาเป็นเสียงข้างมาก เหตุการณ์บ้านเมืองก็คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะลุงตู่คงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน พร้อมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่ง บวกกับ สว.อีก 250 เสียง มีความชอบธรรมทั้งในแง่กฎหมาย คือเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ และมีความชอบธรรมในทางการเมืองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เพราะได้รับการยอมรับจากตัวแทนประชาชนเสียงข้างมาก ประเทศไทยจึงน่าจะมีความสงบเรียบร้อย (โดยไม่ต้องใช้มาตรา 44 คือ คสช.ก็จะลาโรงไป) และ “ลากถู” กันไปภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอีกหลายปี
แต่ถ้าคะแนนของฝ่ายที่ “ไม่เอาลุงตู่” ได้ผลออกมาเป็นเสียงมาก ตรงนี้แหละอาจจะมี “เรื่องน่าตื่นเต้น” บางอย่างเกิดขื้น เรื่องแรกก็จะเกิดคำถามว่า “เป็นไปได้อย่างไร” เพราะฝ่ายที่เอาลุงตู่คาดหวังเป็นอย่างมากว่าจะชนะเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงข้างมาก เนื่องจากได้วางกลไกต่างๆ ไว้อย่างรัดกุม และทุกคนรวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็ทุ่มเทช่วยกันอย่างเต็มที่ เมื่อผลออกมาผิดคาดก็ย่อมจะมีคำถามอื้ออึงขึ้นมา อีกเรื่องหนึ่งก็คือคำถามในทางตรงกันข้ามที่ว่า “แล้วฝ่ายที่ไม่เอาลุงตู่ชนะได้อย่างไร” ซึ่งคำตอบก็อาจจะมองไปได้ 2-3 ทาง หนึ่ง พรรคเหล่านั้นมีฐานเสียงมั่นคงดี สอง พรรคเหล่านั้นมีกลยุทธ์หาเสียงที่มีประสิทธิภาพ และสาม “ผู้คนอาจจะเบื่อสิ่งเดิมๆ แล้ว” ทั้งนี้ก็ต้องเชื่อมโยงไปถึงจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ เพราะถ้ามีคนออกมาใช้สิทธิอย่างล้นหลาม (เหมือนเมื่อวันที่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า) แล้วพรรคการเมืองต่างๆ ในฝ่ายที่ไม่เอาลุงตู่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงข้างมาก ก็แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คนไทยส่วนมาก “ปฏิเสธ” ระบอบเดิมที่เคยถูกปกครองมากว่า 4 ปีนั้นแล้ว
แต่เรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดในกรณีที่ฝ่ายไม่เอาลุงตู่ได้รับชัยชนะก็คือ “รัฐบาลจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร” เพราะแน่นอนว่าพรรคหลักที่เป็นแกนอยู่ในฝั่งนี้ก็คือ “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งยังมีอดีตฝังใจอยู่ว่าเป็นพรรคที่ได้นำมาซึ่งการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อนนั้น แต่ฐานะในความเป็นอริกับกลุ่มผู้ปกครองของพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับการเข้ามามีบทบาทของพรรคการเมืองใหม่ๆ บางพรรค โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเข้ามาจัดการกับกลุ่มที่ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างไร ซึ่งก็มีความกังวลถึงขั้นมีคนคิดไปว่าบ้านเมืองอาจจะลุกเป็นไฟ ถ้าหากกลุ่มการเมือง “ฮาร์ดคอร์” แบบนี้ได้เข้ามามีอำนาจ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็มี “กระแสความเชื่อใหม่” อย่างหนึ่งเกิดขึ้นมา คือกระแสความเชื่อที่ว่าบ้านเมืองของเราหลังการเลือกตั้งอาจจะเข้าสู่โหมด “ความปรองดองแห่งชาติ” คือมีความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองทั้งหลายที่อาจจะเป็นอริกันมาก่อน สามารถที่จะ “เข้ามาร่วมมือกัน” ในการบริหารดูแลประเทศหลังการเลือกตั้ง ที่เรียกว่าเป็น “ไฟต์บังคับ” โดยมี “อำนาจพิเศษ” เข้ามาจัดการให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันดังกล่าว ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญก็คือ “ความสงบสุขของบ้านเมือง” ที่จะต้องดำเนินไปให้ราบรื่นในช่วงเวลาต่อไปนี้
เมื่อเราทราบคำตอบของคำถาม (ที่ผู้เขียนตั้งไว้ในตอนต้นของบทความนี้) ที่ว่า “เราจะอยู่กันอย่างไร (ต่อจากนี้ไป)” ซึ่งก็คือคำตอบที่ว่า “ต้องอยู่กันไปเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข” นั้นแล้ว สิ่งที่เราจะต้องติดตามดูต่อไปก็คือ “ความเคลื่อนไหว” ของพรรคการเมืองและผู้มีอำนาจในทางการเมืองจะมีการเชื่อมประสานเข้าหากันหรือไม่อย่างไร เพราะถ้ามีการเชื่อมประสานเข้าหากัน “ด้วยดี” ก็น่าจะเชื่อได้ว่า “กระแสความเชื่อใหม่” ในเรื่อง “ความปรองดองแห่งชาติ” น่าจะเป็นจริง แต่ถ้าเป็นในทางตรงกันข้าม คือยังมีการรังเกียจรังงอน ต่อรองเล่นตัวแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือเกิดวาทกรรมโต้ตอบกันอย่างเผ็ดร้อน ก็น่าจะเป็นไปได้ว่า “กระแสความเชื่อใหม่” ไม่ได้มีอยู่จริง แล้วการเมืองของเราก็คงจะวุ่นวายสับสนต่อไป
ถ้าไม่เกิด “ความปรองดองแห่งชาติ” เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ที่สามารถมองเห็นได้จากการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ราบรื่น ร่วมกับความยากลำบากในการจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่จะตามมาก็น่าจะเป็นไปได้ 3 ทาง ทางแรกต้องมี “การจัดการ” ให้มี “รัฐบาลในภาวะพิเศษ” ไปพลางก่อน ซึ่งเป็นวิธีที่นุ่มนวลที่สุด (แม้ว่าพรรคการเมืองอาจจะยังทะเลาะกันอยู่ก็ตามที) ทางต่อมาอาจจะต้องชะลอการจัดตั้งรัฐบาลไปหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสียก่อน (ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการประกาศผลคะแนนการเลือกตั้งที่อาจจะมีความล่าช้า) และทางสุดท้ายคือใช้อำนาจความเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ของบางสถาบัน เช่น กองทัพ เข้าแก้ไขปัญหา ที่อาจจะกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ การระงับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ไปจนถึงการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้การเมืองเดินหน้าได้ต่อไป
หลายคนเชื่อว่าสังคมไทย “มีบทเรียน” มามากพอสมควร จนสามารถ “สำนึกรู้” ที่จะร่วมกันสร้าง “การเมืองใหม่” ได้บ้างแล้ว แต่ผู้เขียนเชื่อโดยความรู้สึกส่วนตัวว่า การเมืองไทยยังคงเป็น “การเมืองในกระแสอารมณ์” ที่ปราชญ์ท่านอธิบายว่า “เมื่ออารมณ์อยู่เหนือเหตุผล อะไรก็เกิดขึ้นได้” ซึ่งอารมณ์ที่สำคัญก็คือ “ความรัก” กับ “ความเกลียด”
หลังเลือกตั้งเราก็จะได้รู้ว่าคนไทยรักใครหรือเกลียดใครมากกว่ากัน







