
ปตท.สผ.ลุยต่อลงทุนนอก
PTTEP สนใจขยายลงทุนเพิ่มในอินโดนีเซีย เวียดนาม บรูไน
PTTEP สนใจขยายลงทุนเพิ่มในอินโดนีเซีย เวียดนาม บรูไน เพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติระยะยาว
นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายการลงทุนในอินโดนีเซีย เวียดนาม และบรูไน เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของการซื้อกิจการและสำรวจ เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในระยะยาว โดยเฉพาะการสำรวจที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเข้ามาเติมเต็มการเติบโตธุรกิจในระยะยาว
สำหรับงบลงทุนจะต้องใช้เท่าไรนั้นจะมีการทบทวนอีกครั้งในกลางปีนี้ เพราะยังมีดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งอยู่ในแผนงบลงทุน 5 ปี แต่คงเพิ่มขึ้นไม่มากจากแผน 5 ปีเดิม อาจเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“เราจะเน้นขยายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น ภายใต้กลยุทธ์กลับบ้าน หรือ Coming Home เพราะเป็นพื้นที่ที่เราคุ้นเคย และในระยะยาวจะทำให้ต้นทุนธุรกิจต่ำลง แต่ช่วงเริ่มต้นยังต้องลงทุนจึงใช้เงินค่อนข้างสูง แต่ระยะยาวจะคุ้มค่ากับผู้ถือหุ้น” นายพงศธร กล่าว
ทั้งนี้ หลังลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นทั้งหมดในบริษัทย่อยของ เมอร์ฟี่ ออยล์คอร์ปอเรชั่น ทำให้มีปิโตรเลียมเพิ่มมา 4.8 หมื่นบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน หรือคิดเป็น 15% ที่สร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ทันที แต่เนื่องจากสัญญาการซื้อขายจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ของปีนี้ จึงจะเริ่มรับรู้รายได้ช่วง 6 เดือนหลัง ถ้าเฉลี่ยทั้งปีจะเพิ่มขึ้นมา 7.5% ในปีนี้ รวมเป็นยอดขายทั้งปี 344,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน และปี 2563 จะรับรู้รายได้เต็มปี 15%
“การได้มาซึ่งปริมาณปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้น 48,800 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน ทำให้ปริมาณสำรองปิโตรเลียม (RP Ratio) เพิ่มเป็น 6 ปีเศษ จากปัจจุบันมีอยู่ 5 ปี และยอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 15-18% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ยังไม่รวมปริมาณสำรองอีก 2 หลุมที่ได้จากปิโตรนาส ซึ่งเรายังไม่ประเมิน” นายพงศธร กล่าว
นายพงศธร กล่าวว่า สำหรับเงินที่ใช้ในการเข้าซื้อกิจการในมาเลเซีย 2,127 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินบาทประมาณ 6 หมื่นล้านบาท โดยมาจากกระแสเงินสดของบริษัททั้งจำนวน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณกว่า 1.2 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ จะไม่กระทบต่อสถานะทางการเงิน โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ของบริษัทอยู่ที่ 0.16 เท่า ในขณะที่นโยบายดี/อี ของบริษัทอยู่ที่ 0.5 เท่า สามารถที่จะกู้เงินได้อีก 4,000 ล้านดอลลาร์ ด้านกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา (Ebitda Ratio) อยู่ที่ 16%
ขณะนี้บริษัทมีแผนลงทุนสำรวจปิโตรเลียม 8 หลุม อยู่ในต่างประเทศ 4 หลุม และในประเทศ 4 หลุม เป็นเงินลงทุนประมาณ 200 ล้านดอลาร์
ด้าน บริษัท พีทีทีอีพี เอชเค ออฟชอร์ หรือ พีทีทีอีพี เอชเคโอ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัทย่อยของ เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น
สำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ครอบคลุมแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการซาบาห์ เค โครงการเอสเค 309 และเอสเค 311 โครงการซาบาห์ เอช โครงการเอสเค 314 เอ และโครงการเอสเค 405 บี







