"รัฐประหารเพื่อการนี้ใช่หรือไม่" รสนาอัดรัฐให้เอกชนผูกขาดทรัพยากรปิโตรเลียม
"รสนา"อัดรัฐบาลคสช.ทำให้เอกชนเจ้าเดียวสามารถผูกขาดทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ
"รสนา"อัดรัฐบาลคสช.ทำให้เอกชนเจ้าเดียวสามารถผูกขาดทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 62 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตส.ว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อกรณีที่กระทรวงพลังงานเตรียมลงนามสัญญากับผู้ชนะประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกชโดยมีเนื้อหาดังนี้
“รัฐประหารมาก็เพื่อการนี้ ใช่หรือไม่ !?!”
รัฐประหาร 2ครั้งหลัง มักจะตรงกับช่วงเวลาที่ต้องต่อสัมปทานปิโตรเลียม โดยเฉพาะครั้งนี้ การหมดสัมปทานของบงกช เอราวัณ ในปี2565,2566 เป็นดีลใหญ่ที่สุดดีลหนึ่ง เพราะตาม พรบ.ปิโตรเลียม 2514 ไม่ให้ต่อสัมปทานใน2แปลงนี้อีก
รัฐบาลสามารถนำกลับมาบริหารให้เกิดประโยชน์เต็มที่กับประเทศ และประชาชน
การจะให้เอกชนครอบครองแหล่งปิโตรเลียม2แปลงนี้ต่อไป จึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อต่อสัมปทานให้
แต่เพราะประชาชนเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนระบบที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากขึ้น จนทำให้คสช.ต้องมอบหมายให้สนช.ศึกษาเพื่อแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมใหม่ แต่เมื่อมีการแก้ไขก็ไม่แก้ตามผลการศึกษา ยังเป็นการแก้ไขกฎหมายแบบปะผุ แม้มีการเพิ่มระบบใหม่ขึ้นมา2ระบบคือระบบจ้างผลิต และระบบแบ่งปันผลผลิตแต่ก็ทำให้จนระบบแบ่งปันผลผลิตบิดเบี้ยว และระบบจ้างผลิตปฏิบัติไม่ได้
การใช้ชื่อระบบใหม่คือ "ระบบแบ่งปันผลผลิต" ก็เพียงเพื่อเอามาแทนคำว่า“ระบบสัมปทาน” ที่เป็นข้อห้ามในกฎหมายปิโตรเลียม ทั้งนี้เพื่อให้รายเก่าสามารถครอบครองทรัพยากรปิโตรเลียมใน2แปลงนี้ต่อไป ซึ่งคือสัมปทานแบบเดิม แค่เปลี่ยนชื่อ แปะยี่ห้อใหม่ว่าเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต แต่คนของรัฐ มักหลุดคำพูดออกมาเสมอว่า เป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งคือสัมปทานแบบเดิมนั่นเอง
จะอย่างไรเสีย ก่อนมีการเลือกตั้ง คสช.ก็ต้องทำให้ดีลนี้สำเร็จ จะพลาดไม่ได้ เพราะเป็นการยกผลประโยชน์แหล่งก๊าซใหญ่สุด2แหล่ง เป็นเวลา36ปี ให้กับเอกชนได้ครอบครองต่อไปอย่างเบ็ดเสร็จ มูลค่าปิโตรเลียมใน2แปลงนี้ ปีละประมาณ 2แสนล้านบาท 36 ปีก็เป็นมูลค่าถึงประมาณ 7 ล้านล้านบาท
ถ้าหากจะมีเงินทอนสัก 10% ก็7แสนล้านบาท หรือแค่5% ก็ยัง3.5แสนล้านบาท ใช่หรือไม่!?
รัฐบาลคสช.เป็นรัฐบาลที่ทำให้เอกชนเจ้าเดียวสามารถผูกขาดทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
การเร่งรีบเซ็นสัญญาก่อนหมดวาระ ก็เพื่อตัดโอกาสรัฐบาลชุดต่อไปบอกยกเลิกสัญญา หรือหากจะมีการยกเลิก ก็คงต้องเสียค่าโง่กันอีก ใช่หรือไม่
อย่างไรก็ดี หากประเทศไทยจะมีโอกาสมีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล และเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศ ดีลนี้น่าจะถูกทบทวนใหม่ในอนาคต


