
ฤดูลูกไฟ
นักดาราศาสตร์พบว่าสถิติการพบเห็นดาวตกสว่างที่เรียกว่าลูกไฟในซีกโลกเหนือ
นักดาราศาสตร์พบว่าสถิติการพบเห็นดาวตกสว่างที่เรียกว่าลูกไฟในซีกโลกเหนือได้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษในช่วงกลางเดือน ก.พ.ถึงกลางเดือน เม.ย. ช่วงนี้จึงคาดว่าเราอาจมีโอกาสมองเห็นดาวตกที่สว่างมากเพิ่มขึ้นได้
อวกาศระหว่างดาวเคราะห์ภายในระบบสุริยะชั้นในดูเหมือนเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ยานอวกาศสามารถเดินทางออกไปได้โดยไม่ชนกับอะไรเลย แต่แท้จริงแล้วมีสะเก็ดดาวซึ่งเป็นวัตถุหินขนาดเล็กจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป สะเก็ดดาวเหล่านี้ทำให้เกิดดาวตกมองเห็นได้ในเวลากลางคืน โดยเฉพาะจากสถานที่มืดห่างไกลจากเมืองใหญ่ ต้นกำเนิดของสะเก็ดดาวมีทั้งที่เป็นซากหลงเหลือมาจากยุคต้นๆ ที่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะกำลังก่อตัว และที่เกิดขึ้นใหม่จากดาวหางและดาวเคราะห์น้อย โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยเคลื่อนที่ไปในอวกาศด้วยความเร็วสูง จึงเข้าปะทะกับสะเก็ดดาวอยู่เสมอ
ดาวตกส่วนใหญ่ที่เราเห็นบนท้องฟ้าเกิดจากสะเก็ดดาวขนาดเล็ก มีความสว่างน้อย นานๆ จึงจะมีสะเก็ดดาวขนาดใหญ่ผ่านเข้ามาในบรรยากาศ ก่อให้เกิดดาวตกที่มีความสว่างมาก เรียกว่าลูกไฟ (Fireball) โดยทั่วไปสว่างกว่าดาวพฤหัสบดีหรือใกล้เคียงดาวศุกร์ หากสว่างมากกว่านั้น เช่น ใกล้เคียงดวงจันทร์เต็มดวงหรือแม้กระทั่งใกล้เคียงดวงอาทิตย์ และมีการแตกระเบิดกลางอากาศด้วย เรียกว่าดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดเสียงดังจากคลื่นกระแทก และอาจมีซากเหลือตกบนพื้นโลกกลายมาเป็นก้อนอุกกาบาต
โดยปกติอัตราการเห็นดาวตกมักเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีฝนดาวตก ซึ่งเกิดจากโลกเคลื่อนที่ผ่านฝูงสะเก็ดดาวอันมีต้นกำเนิดจากดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อย โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดฝนดาวตกกลุ่มสำคัญที่สามารถเห็นดาวตกในอัตราสูงอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี อย่างฝนดาวตกเพอร์ซิอัสในกลางเดือน ส.ค.และฝนดาวตกคนคู่ในกลางเดือน ธ.ค. โดยสะเก็ดดาวที่เกี่ยวข้องกับฝนดาวตกมีการเคลื่อนที่ไปตามวงโคจรของดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยต้นกำเนิด
นักดาราศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสถิติของการเกิดลูกไฟพบว่าในช่วงกลางเดือน ก.พ.ถึงกลางเดือน เม.ย.ของทุกปี เป็นช่วงที่อัตราการพบเห็นลูกไฟในเวลาหัวค่ำสำหรับผู้สังเกตในซีกโลกเหนือเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงอื่นราวร้อยละ 10-30 เรียกช่วงดังกล่าวว่า “ฤดูลูกไฟ” ไม่เพียงแต่ลูกไฟเท่านั้น อัตราการพบอุกกาบาตตกในซีกโลกเหนือก็เพิ่มขึ้นด้วยในช่วงเดียวกัน
คำอธิบายหนึ่งกล่าวว่า บริเวณนี้ในวงโคจรของโลกอาจเป็นบริเวณที่ตัดกับวงโคจรของดาวหางที่ทิ้งสะเก็ดดาวขนาดใหญ่เอาไว้ ทำให้เกิดลูกไฟในอัตราเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคำอธิบายอีกแบบหนึ่งที่ซับซ้อนกว่า เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของสะเก็ดดาวและการเคลื่อนที่ของโลกในอวกาศ
โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วสูง หากกำหนดให้ทิศทางที่โลกเคลื่อนที่ไปเป็นด้านหน้า และทิศทางที่โลกเคลื่อนที่จากมาเป็นด้านหลัง เมื่อโลกเคลื่อนที่ไปปะทะกับสะเก็ดดาวในอวกาศ ทำให้เกิดดาวตกที่ด้านหน้าของโลกปรากฏในช่วงเวลาเช้ามืด ดาวตกจากด้านหน้าของโลกจึงเป็นดาวตกที่เคลื่อนที่สัมพัทธ์กับโลกด้วยความเร็วสูงมาก ส่วนดาวตกที่มาจากด้านหลังของโลกปรากฏในช่วงเวลาหัวค่ำ ดาวตกที่ด้านหลังของโลกจึงเป็นดาวตกที่เคลื่อนที่สัมพัทธ์กับโลกด้วยความเร็วต่ำ แรงโน้มถ่วงของโลกจึงมีอิทธิพลเบี่ยงเบนการเคลื่อนที่ของดาวตกที่มาจากด้านหลังของโลกมากกว่าที่มาจากด้านหน้า
ดาวตกที่มาจากด้านหน้าและด้านหลังของโลกมีจุดกระจายหรือจุดที่ดาวตกดูเหมือนเคลื่อนที่ออกมา (ทำนองเดียวกับจุดกระจายในฝนดาวตก) อยู่สองบริเวณ จุดหนึ่งอยู่ที่ละติจูด 15 องศา เหนือระนาบสุริยวิถี อีกจุดหนึ่งอยู่ที่ 15 องศา ใต้ระนาบสุริยวิถี โดยดาวตกที่มาจากด้านหน้าอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกของดวงอาทิตย์เป็นมุม 90 องศา จุดกระจายจึงอยู่สูงสุดบนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด ส่วนดาวตกที่มาจากด้านหลังอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกของดวงอาทิตย์เป็นมุม 90 องศา จุดกระจายจึงอยู่สูงสุดบนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ
นักดาราศาสตร์พบว่าดาวตกที่มาจากด้านหลังของโลกมีอัตราสูงกว่าดาวตกที่มาจากด้านหน้า สะเก็ดดาวที่ทำให้เกิดดาวตกทั้งสองนี้น่าจะมาจากดาวหางที่เคลื่อนที่ในทิศสวนทางกับการเคลื่อนที่ของโลกรอบดวงอาทิตย์ บันทึกการสังเกตการณ์ในอดีตพบว่าปริมาณลูกไฟในเวลาหัวค่ำเพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกับที่จุดกระจายของฝนดาวตกที่มาจากด้านหลังอยู่ใกล้จุดเหนือศีรษะมากที่สุด หากความเชื่อมโยงนี้ถูกต้อง ปริมาณลูกไฟที่เห็นได้ในเวลาหัวค่ำจากซีกโลกใต้ควรจะเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษในช่วงกลางเดือน ส.ค.ถึงกลางเดือน ต.ค. ทว่าไม่มีข้อมูลจากซีกโลกใต้มากพอที่จะพิสูจน์ยืนยันได้ จึงยัง
ไม่สามารถสรุปได้ว่าคำอธิบายนี้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด
ขณะนี้เรากำลังอยู่ในฤดูลูกไฟ ดังนั้นใครที่อยากเห็นดาวตกที่สว่างมาก ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปีในการเฝ้าสังเกตท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ โดยเฉพาะในคืนที่ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆบังและแสงจันทร์สว่างรบกวน







