
สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ปั้นเครือข่ายธุรกิจหมื่นล้าน
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ได้ปฏิวัติพฤติกรรมลูกค้า
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ได้ปฏิวัติพฤติกรรมลูกค้า ทำให้ธุรกิจที่ไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานได้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป ถูกทำลายล้างไปทีละราย
รวมถึงธุรกิจสื่อ ธุรกิจค่ายเพลง ที่กำลังถูกเทคโนโลยีใหม่ๆ แทรกเข้ามาดึงรายได้ออกไปอย่างรวดเร็ว ฐานะทางการเงินไหลรูดจนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน
ดั่งอยู่ท่ามกลางหมอกควันที่ปกคลุม ฝุ่นตลบ หายใจไม่ออกจนล้มหายตายจากกันไปหลายราย แต่บริษัท อาร์เอส (RS) กลับส่องสว่างจ้า หนีออกจากวิกฤต มาเดินเฉิดฉายบนถนนสายใหม่ที่มีอนาคตสดใสกว่าเดิม
ภายใต้การนำของ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานกรรมการบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอส ที่เรียกกันจนติดปากว่า เฮียฮ้อ ผู้ที่ไม่เคยหยุดนิ่งและไม่ยอมเป็นผู้ถูกล่า สามารถพลิกองค์กรเข้าสู่ธุรกิจใหม่ได้สำเร็จ
สุรชัย กล่าวว่า เป้าหมายใหญ่และเป้าหมายใหม่ในระยะยาวคือ การปั้นให้บริษัทอาร์เอสเป็นเครือข่ายธุรกิจ ภายใต้แนวคิดการเป็นห้างสรรพสินค้าที่ไม่มีหน้าร้าน มีสินค้าและธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อสร้างความมั่นคงและทนทานกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต ที่เกิดขึ้นเร็วและจะแรงขึ้น โดยที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หากมีหลายธุรกิจ เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน เกิดการทำลายล้าง หรือถูกดิสรัป ในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งในมือ ก็ยังมีธุรกิจอื่นเข้ามาช่วย หากทำสำเร็จ ภาพของบริษัท อาร์เอส จะไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจบันเทิง หรือบริษัทที่ทำธุรกิจทีวี สื่อ หรือเป็นธุรกิจค้าปลีก แต่เป็นเครือข่ายธุรกิจ
“เราทำการมองหาธุรกิจใหม่ๆ จากโอกาสระหว่างการทำธุรกิจที่มีอยู่ในมือ 3 ธุรกิจ โดยไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะทำธุรกิจอะไร แต่ระหว่างทางเจออะไรที่น่าทำก็ศึกษาและเริ่มทำทันที จึงไม่สามารถบอกได้ว่าต่อไปจะมีธุรกิจอะไรเข้ามาเพิ่มอีก” สุรชัย อธิบาย
สุรชัย กล่าวว่า วันนี้บริษัท อาร์เอส ถือว่าทรานส์ฟอร์มองค์กรสำเร็จ จากผู้ผลิตเพลง เข้าสู่ธุรกิจพาณิชย์และค้าปลีก เห็นได้จากรายได้ของบริษัทปัจจุบัน 60% มาจากธุรกิจพาณิชย์และค้าปลีก ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน และกำลังจะเข้าปีที่ 5 ในปีนี้
ขณะที่ธุรกิจเพลงซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมที่ทำมาตลอด 37 ปี และเคยทำรายได้หลักให้บริษัทยังคงอยู่รอด เพียงแต่สัดส่วนรายได้ลดลงเหลือเพียง 15% น้อยกว่าธุรกิจสื่อ หรือมีเดีย ที่เข้ามาชิมลางในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วิทยุ ทีวีดาวเทียม และล่าสุดทีวีดิจิทัลที่เริ่มทำเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ทำรายได้รวม 35%
การทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ธุรกิจใหม่ เป็นการใช้ทีมงานเดิมทั้งหมด ไม่มีการซื้อคนนอกจะไม่มีกรอบเก่าๆ ถูกครอบงำ ทุกคนเรียนรู้วิธีการทำงานใหม่ๆ ที่ทดลองทำ เรียนรู้ความผิดพลาดไปด้วยกัน โดยมีลูกค้าเป็นผู้ยืนยันว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นถูกต้องหรือทำผิด การที่รายได้ของธุรกิจพาณิชย์และค้าปลีกเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นการพิสูจน์ชัดว่าการคิดและการทำถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม สุรชัย มองว่าในมุมของธุรกิจใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และเข้าสู่ยุคของการปลุกปั้นอนาคตใหม่นี้ให้เติบโตทั้งในแนวตั้งด้วยการขยาย 3 ธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน และแนวราบ คือ การควบรวม หรือซื้อกิจการ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันเข้ามาเสริม และได้วางแผนธุรกิจไว้ชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะกลาง แต่ไม่ได้วางแผนระยะยาวไว้ เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เริ่มจากแผนระยะกลาง 3-5 ปีนับจากนี้ รายได้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดติดต่อกัน โดยปี 2565 ยอดขายจะต้องแตะ 1 หมื่นล้านบาท ภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญ 2 เรื่อง คือ
หนึ่ง ธุรกิจพาณิชย์และค้าปลีกที่เข้าถึงลูกค้าโดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลาง ไม่มีหน้าร้าน เป็นรูปแบบการทำธุรกิจแนวใหม่ที่ยังไม่มีใครทำรูปแบบนี้
สอง เป็นการทำธุรกิจจากการที่มีฐานข้อมูลสะสม เป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังทำ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าการมีฐานข้อมูลที่ใหญ่คือขุมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันมีฐานลูกค้าที่ซื้อสินค้าบริษัท 1.1 ล้านคน ที่มีเบอร์โทรศัพท์ทุกคนอยู่ในมือ
“ได้สื่อสารกับทีมบริหารเรียบร้อยแล้วถึงจังหวะในการก้าว และวิธีการเดินที่จะไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย” สุรชัย กล่าว
ขณะที่แผนระยะสั้น ปี 2562 เป็นปีที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจตลอด 37 ปีของอาร์เอส เพราะเป็นปีที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นธุรกิจพาณิชย์และค้าปลีกอย่างสมบูรณ์แบบ จะมีการขอย้ายหุ้นจากกลุ่มธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ไปสู่ธุรกิจพาณิชย์ คาดว่าน่าจะเสร็จในไตรมาส 2 ของปีนี้
รวมถึงตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ที่ 5,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่เป็นปีที่ 2 ต่อจากปี 2561 ที่ผ่านมา และกำไรก็จะทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ โดยจะมาจากธุรกิจพาณิชย์ 60% หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท ด้วยการออกสินค้าใหม่ 150 รายการ ขายผ่านหน้าจอทีวีช่อง 8 การสร้างตัวแทนหรือนักธุรกิจขายตรงชั้นเดียว 2,000 คน ที่จะมีสินค้าเฉพาะ 15 รายการ วางเป้าหมายยอดขาย 300 ล้านบาท
ส่วนธุรกิจสื่อรายได้จะเหลือ 30% มีช่อง 8 ซึ่งเป็นทีวีดิจิทัล แซตเทลไลต์ทีวี และคลื่นคูลฟาเรนไฮต์ ส่วนธุรกิจเพลงและการจัดกิจกรรมการตลาดจะมีประมาณ 10%
“จะเห็นว่าสัดส่วนรายได้เห็นชัดมากว่าเราเป็นธุรกิจใหม่อย่างเต็มตัว และจะทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ทั้งด้านรายได้และกำไร อีก 3 ปีติดต่อกัน เนื่องจากเป็นการเติบโตภายใต้ต้นทุนคงที่ในปัจจุบัน ทุกๆ เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นของยอดขายจะกลายเป็นกำไร โดยธุรกิจพาณิชย์และค้าปลีกมีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นประมาณ 60-65% ส่วนธุรกิจสื่อมีมาร์จิ้นประมาณ 35% และธุรกิจเพลงมีประมาณ 15%” สุรชัย กล่าว
สุรชัย กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะมีโรงงานผลิตเองหลังจากยอดขายเพิ่มขึ้นมาเป็น 3,000 ล้านบาท และจะโตแบบก้าวกระโดดเพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาคนอื่น โดยคิดว่าจะต้องผลิตเองให้ได้อย่างน้อย60-70% ทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงและสามารถเก็บกำไรจากการผลิตกลับเข้ามาที่บริษัท จากเดิมที่จ้างผลิตทั้งหมด
สำหรับธุรกิจเพลงได้ปรับรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ ถือเป็นบิซิเนสโมเดลเดียวในโลกจากค่ายเพลงสู่ที่ปรึกษาด้านการลงทุนทำเพลง โดยที่ศิลปินต้องจ่ายเงินลงทุนทำเพลงเอง และยังสังกัดอยู่กับบริษัทอาร์เอส ทำให้สามารถสร้างรายได้และกำไรสม่ำเสมอ ขณะที่ในต่างประเทศศิลปิน เป็นคนลงทุนทำเพลงเอง และไม่สังกัดค่ายเพลง
“วันนี้ธุรกิจเพลงเราก็ยืนอยู่ได้ นักร้องมีความสุขที่ได้เป็นเจ้าของผลงานเอง กำหนดชีวิตเองได้ ในขณะที่ค่ายเพลงอื่นๆ กำลังลำบาก”สุรชัย กล่าว
สุรชัย กล่าวถึงธุรกิจสื่อที่มีทีวีดาวเทียม ทีวีดิจิทัล และวิทยุ โดยเฉพาะทีวีดิจิทัล ไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากสปอตโฆษณาที่เหลือเพราะได้นำไปใช้ในการขายสินค้าทางทีวี เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะการที่มีทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นมาจำนวนมากกว่า 20 เจ้า ทำให้
สปอตโฆษณาขายไม่หมด เนื่องจากมีจำนวนมาก ในขณะที่ผู้ซื้อมีเท่าเดิม และออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
วันนี้ทั้ง 3 ธุรกิจมีการสนับสนุนกัน ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและลงตัวมาก เพราะสปอตโฆษณาที่เหลือจากการขายในตลาด นำมาขายให้กับธุรกิจพาณิชย์และค้าปลีก ในขณะที่ช่อง 8 เป็นหน้าร้านขายของ โดยมีเซเลบริตี้ ดารา นักร้อง เข้ามาช่วยเสริม โดยที่ทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์
“ทุกครั้งของการเปลี่ยนแปลงจะเกิดวิกฤตและเกิดโอกาสใหม่ๆ เสมอ สิ่งสำคัญคือต้องมองให้เห็น เห็นแล้วต้องคิดต่อว่าจะปรับตัวอย่างไร คิดแล้วต้องทำ และต้องทำให้เร็วเพื่อจะได้รู้ว่าถูกหรือผิด จะได้แก้ตัว ถ้าทำแล้วขาดทุนตัดทิ้งเลย อย่าแก้ปัญหาไปตามสภาพ เราจะได้เดินไปข้างหน้าได้เร็ว” สุรชัย สรุป







