posttoday
แนวโน้มและทิศทางภัยไซเบอร์ปี 2019 (จบ)

แนวโน้มและทิศทางภัยไซเบอร์ปี 2019 (จบ)

17 กุมภาพันธ์ 2562

เมื่อตอนที่แล้วได้เล่าถึงแนวโน้มและทิศทางภัยไซเบอร์ในปี 2019

เมื่อตอนที่แล้วได้เล่าถึงแนวโน้มและทิศทางภัยไซเบอร์ในปี 2019 ไป 5 แนวโน้ม ประกอบด้วย 1.ภัยข้อมูลรั่วไหลจากการจัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ 2.ภัยจากการที่องค์กรไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายไซเบอร์และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 3.ภัยการโจมตีในรูปแบบ De-anonymization Attack 4.ภัยจากการกลั่นแกล้งหรือให้ร้ายป้ายสีกันทางโซเชียลมีเดีย (Cyberbullying) และ 5.ภัยจากความไม่เข้าใจของผู้บริหารระดับสูงในเรื่อง DigitalTransformation และ Cybersecurity Transformation

วันนี้มาว่ากันต่อกับภัยอีก 5 แนวโน้มที่เหลือ ดังนี้

6.ความเข้าใจผิดในธรรมชาติสภาวะไซเบอร์

คำว่า “Cybersecurity” เป็นคำยอดนิยมที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย แต่หากเรายังมีคำถามว่าระบบนั้น ระบบนี้ ปลอดภัยไหม ก็คงต้องเข้าใจเสียใหม่ว่า ไม่มีคำว่า “ระบบที่ปลอดภัย 100%” จากการโจมตีทางไซเบอร์ได้

ดังนั้น มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน Mindset จาก Are we secure? เป็น Are we ready? หมายถึง เราควรเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเมื่อภัยมาถึงเราควรเตรียมรับมือการโจมตีของแฮ็กเกอร์ ซึ่งก็คือการนำแนวคิด “Cyber Resilience” มาประยุกต์ใช้และปรับปรุง “กระบวนการ” และความรู้ความเข้าใจของบุคลากรในองค์กรทุกคน จึงจะสมบูรณ์ในแนวคิด PPT คือ People, Process and Technology

7.การต่อเชื่อมอุปกรณ์กับระบบอินเทอร์เน็ตไม่ระวัง

สองสามปีที่ผ่านมา เริ่มได้ยินคำว่า “IoT” และ “OT” มากขึ้น เนื่องจากในปี 2020 มนุษย์จะต่อเชื่อมอุปกรณ์ต่างๆ เข้าสู่อินเทอร์เน็ตกว่า 5 หมื่นล้านชิ้น ทำให้แนวคิด IoT (Internet of Things) ถูกนำมาใช้งานเต็มรูปแบบ มาพร้อมๆ กับเทคโนโลยี 5จี อุปกรณ์ที่ต่อเชื่อมกับอินเทอร์เน็ตไม่จำเป็นต้องเป็นคอมพิวเตอร์หรือแค่เพียงสมาร์ทโฟนอีกต่อไป แต่จะประกอบด้วยอุปกรณ์อื่นๆ เช่น กล้องวงจรปิด โทรทัศน์ ตู้เย็น นาฬิกาเพื่อสุขภาพ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนอื่นๆ อีกมากมาย

ขณะที่ “OT” หรือ “Operational Techology” หมายถึงอุปกรณ์ที่ถูกนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม หรืออุปกรณ์ควบคุมระบบSCADA/ICS ซึ่งธรรมชาติอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนถูกออกแบบมาให้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านถูกกำหนดมาจากผู้ผลิตอุปกรณ์เป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งสามารถหาอ่านได้จากคู่มือผู้ใช้ หรือหาได้ตามอินเทอร์เน็ต

แฮ็กเกอร์จึงเห็นช่องโหว่ในการเขียนโปรแกรมด้วยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน จากนั้นจะเข้าถึงอุปกรณ์และนำรายการอุปกรณ์มา Public Post ให้ชาวโลกได้เห็นกันโดยทั่วไป เราจึงควรเปลี่ยนชื่อ “ผู้ใช้”และ “รหัสผ่าน” เสียใหม่เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล

8.การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในด้านมืด

เป็นภัยที่ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย หรือ Tech Giant ที่นำข้อมูลในโซเชียลมีเดียของเราไปใช้หรือไปขายเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ โดยที่เรามิได้ยินยอมหรือไม่ทราบ เนื่องจากเรามักนิยมดาวน์โหลดแอพต่างๆ มาใช้ในสมาร์ทโฟน โดยไม่ได้อ่าน Privacy Notice หรือ Privacy Policy ให้ดีเสียก่อน ทำให้ถูกนำข้อมูลไปใช้ไม่ว่าจะเป็น Contact หรือ Photo ไปจนถึง Call Log และ SMS โอกาสที่เราจะตกเป็นเหยื่อ “ข่าวลวง” หรือ Fake News มีความเป็นไปได้สูงมาก โอกาสที่จะแชร์ข้อมูลผิดๆ ก็เป็นไปได้สูงเช่นเดียวกัน บางทีแฮ็กเกอร์ที่น่ากลัวที่สุดกลายเป็นตัวเราเอง ทำให้ตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ในปัจจุบัน Tech Giant มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของพวกเรา โดยที่เราทราบหรือไม่ทราบ ยินยอมหรือไม่ยินยอม ทำให้ EU ต้องออกกฎหมาย “GDPR” มาจัดการเรื่องความเป็นส่วนตัวผู้ใช้โดยเฉพาะ ทุกคนมีสิทธิที่จะถูกลืม Right to be forgotten หรือ Right to erasure เราสามารถขอลบข้อมูลของตัวเราได้ ถ้าไม่ประสงค์ให้พวกเขานำไปใช้ต่อ

9.ความเข้าใจผิดเรื่อง Cryptocurrency และ Blockchain

ยังมีความเข้าใจผิดเวลาพูดถึง Bitcoin ก็อาจเข้าใจว่าเป็น Blockchain หรือพูดถึง Blockchain ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่อง Bitcoin ซึ่งที่จริง Blockchain เป็นเรื่องเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนโลก ขณะที่ Bitcoin เป็นการนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นเงินสกุลดิจิทัล Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นมาเป็น Cryptocurrency ที่มีความอิสระไม่ขึ้นกับธนาคารกลางใดและรัฐบาลของประเทศใด

ในโลกนี้ Cryptocurrency กำลังเป็นเงินสกุลดิจิทัลที่นิยมใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมูลค่าของสินค้าและบริการที่มีคุณลักษณะที่ทำได้อย่างอิสระและรวดเร็ว หากแต่เทคโนโลยี Blockchain ยังสามารถนำมาทำสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง Cryptocurrency ได้อีกมากมายโดยที่เรายังไม่ได้คิด ถือเป็นเรื่องใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

10.การทุจริตในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังมุ่งสู่สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society แต่อีกด้านเราพบว่า Internet Fraud หรือการฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ตมีสถิติที่เริ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวตามความนิยมในการทำธุรกรรมออนไลน์ สังเกตได้จากข่าวประชาชนถูกโกงเงิน หรือเงินหายออกจากบัญชีอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาคือเรามักคิดว่าความรับผิดชอบในเรื่องนี้ควรจะอยู่ที่ธนาคารทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ใช้จำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้วยตนเอง อาทิ หมั่นตรวจสอบ Statement สมัคร SMS Alert ใช้บัตรเครดิตโดยการเพิ่ม Verified by VISA หรือ Mastercard Securecode ไม่โหลดโปรแกรมมาใช้ในสมาร์ทโฟนโดยไม่จำเป็น วางแผนฝากเงินกับธนาคารมากกว่าหนึ่งแห่ง ฯลฯ เพราะธรรมชาติของไซเบอร์เราคงหนีไม่พ้นเรื่อง Data Fraud และ Internet Fraud ตลอดจนการโจมตีแบบ Social Engineering เช่น Phishing Attack

ดังนั้น การป้องกันได้ดีที่สุด คือ การใช้สติและความไม่ประมาทของตัวเราเอง เราจึงควรเริ่มปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อการทำธุรกรรมทุจริตในอนาคต

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ