posttoday
เลือกตั้ง ภาคเกษตร และประเทศไทย

เลือกตั้ง ภาคเกษตร และประเทศไทย

09 กุมภาพันธ์ 2562

พอการเลือกตั้งใกล้เข้ามา

พอการเลือกตั้งใกล้เข้ามา ประเด็นที่ต้องถูกจับตาไม่น้อยไปกว่าข้อที่ว่าพรรคไหนจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี นั่นคือประเด็นว่าแต่ละพรรคจะชูนโยบายอะไรเป็นเรือธงในการหาเสียงเรียกคะแนน

แต่ที่เรียกว่า “ของมันต้องมี” ทุกพรรคคงจะต้องนำเสนอ คงหนีไม่พ้นนโยบายเรียกเสียงจากเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา นั่นเพราะเกษตรกรคือฐานเสียงใหญ่ของประเทศไทย

พอพูดถึงนโยบายเอาใจชาวนาแล้วคิดว่าคนไทยที่ร่วมกันผ่านวิกฤตการเมืองที่มีนโยบายจำนำข้าวเป็นหัวเชื้อของปัญหาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คงคาดหวังไม่ต่างกันว่าคราวนี้คงไม่มีพรรคไหนคิดและเสนอนโยบายแบบนั้นอีก จะนำเสนอนโยบายใดต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง เพราะเมื่อไรเกิดความเสียหายขึ้นนั่นหมายถึงภาษีของประชาชน ไม่ใช่เงินในกระเป๋านักการเมืองคนใดคนหนึ่ง

ปัญหาของภาคเกษตรในบ้านเราเป็นปัญหาที่สะสมมาเนิ่นนานแต่โบราณ ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนสามารถแก้ได้ที่ต้นตอ นั่นเพราะการแก้ต้องลงลึกไปถึงการเปลี่ยนวิถีชีวิต ความเคยชิน เพื่อปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก จากพืชที่ผลผลิตล้นตลาด ไปเป็นพืชที่เป็นที่ต้องการในตลาด เปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวเป็นพืชผสมผสาน การเพิ่มความรู้ให้เกษตรกรให้มีความรู้ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกจนถึงรู้ช่องทางการตลาด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ต้องใช้เวลายาวนานกว่าอายุของรัฐบาลทั้งสิ้น

เมื่อปัญหาเป็นเช่นนี้แล้ว นอกจากจะรอนโยบายรัฐบาล บ้านเราอาจต้องพึ่งพากลไกอื่นในการช่วยปฏิรูปภาคเกษตรและเป็นกลไกที่ต้องเดินได้ต่อเนื่อง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่บริษัท Sowakajuen บริษัทผู้แปรรูปส้มไปเป็นผลิตภัณฑ์ถึง 32 ชนิด ในจังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโมเดลการเกิดขึ้นและการทำธุรกิจของเขาน่าสนใจและคิดว่าเกษตรกรไทยก็ทำได้

ประธานบริษัท Sowakajuen เล่าให้เราฟังว่าส้มถือเป็นผลไม้ท้องถิ่นที่มีการปลูกในจังหวัดวากายามะมาแต่โบราณปลูกกันทุกบ้านจนเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่นและก็จะประสบกับปัญหาซ้ำๆนั่นคือเมื่อผลผลิตออกมาพร้อมๆ กันแล้ว ราคาผลผลิตก็ตกต่ำ เมื่อเกิดปัญหาซ้ำๆ ในกลุ่มเกษตรกรเองจึงคิดหาทางออกว่าจะแก้ปัญหานี้ได้จะต้องแปรรูปส้มไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นนอกจากการขายผลสดเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น

จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ออกขายหุ้นระดมเงินมาลงทุนในด้านต่างๆ มีการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่กระบวนการปลูกส้มเพื่อให้ได้ส้มคุณภาพ การผลิตที่ให้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด และที่สำคัญคือการทำการตลาดผ่านกิจกรรมต่างๆทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นโดยตัวเกษตรกรที่รู้ความต้องการของตนเอง ลงมือแก้ไขปัญหาเอง โดยไม่ได้มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง

การวิจัยและพัฒนาทำให้ที่นี่เขามีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างมาก เช่น มีการนำโดรนขึ้นบินเพื่อสำรวจผลส้มซึ่งทำให้สามารถตรวจได้อย่างทั่วถึงมากกว่าใช้กำลังคนเนื่องจากพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นภูเขา เมื่อโดรนตรวจพบการเกิดโรคที่จุดใดก็สามารถให้ยาเข้าไปเฉพาะจุดนั้นโดยไม่ต้องฉีดยาป้องกันโรคพืชทั่วทั้งสวน หรือในกระบวนการผลิตเป็นโปรดักต์ต่างๆ การวิจัยพัฒนาที่เข้มข้นก็ทำให้สามารถแปรรูปส้มเป็นสินค้าที่หลากหลายตั้งแต่น้ำผลไม้ เครื่องปรุง เครื่องสำอาง รวมแล้วถึง 32 ชนิด ส้ม 1 ลูกแทบไม่เหลือออกมาเป็นขยะ

ธุรกิจที่เกิดจากการรวมตัวเป็นสหกรณ์ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ กระทั่งสามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านเยน มียอดขายประมาณ 930 ล้านเยน/ปี

ตัวอย่างของ Sowakajuen ทำให้เราเห็นว่า ทุกปัญหาเมื่อได้นำองค์ความรู้เข้าไปแก้ไขย่อมมีทางออก เพียงแต่ปัญหาดังกล่าวจะต้องเกิดการค้นพบและหยิบยกขึ้นและแก้ไขโดยโดยเจ้าของปัญหาส่วนภาครัฐเป็นหน่วยสนับสนุนองค์ความรู้เฉพาะที่กลุ่มเกษตรกร ซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีความต้องการแตกต่างกัน

ในบ้านเราเองก็มีวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งได้ด้วยโมเดลการแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวพระราชดำริ “การระเบิดจากข้างใน” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ชุมชนที่เข้มแข็งยังมีไม่มาก ต้องมีการขยายออกไปในวงกว้างมากขึ้น เมื่อเกษตรกรรวมตัวมองเห็นปัญหาของชุมชน ร่วมกันคิดแล้วดึงหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรเอกชนเข้าไปสนับเรื่องความรู้และทุน แล้วชุมชนลงมือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

หากภาคเกษตรไทยเดินตามแนวทางนี้ได้ ทำเกษตรบนฐานความรู้อย่างครบวงจร น่าจะช่วยลดปัญหาซ้ำๆ เช่น ราคาผลผลิตตกต่ำ เช่นเดียวกับที่ชาวสวนส้มในจังหวัดวากายามะทำได้ และการปฏิรูปเกษตรทั้งระดับชุมชนและประเทศก็จะเดินได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอนโยบายรัฐบาลไหน เพราะไม่มีนักการเมืองคนไหนจะรู้เรื่องเกษตรได้ดีเท่าตัวเกษตรกรเอง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ