posttoday
ชีวิต คือ การเอาของเก่าออก (Unlearning)

ชีวิต คือ การเอาของเก่าออก (Unlearning)

09 กุมภาพันธ์ 2562

คลาสบำบัดที่ผมทำมายาวนานหลายปี

คลาสบำบัดที่ผมทำมายาวนานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นคนระดับบนๆ ในสังคม (High Performers)ตั้งแต่ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จสูง ไปจนถึงคนธรรมดาสามัญ ทุกกลุ่มทุกวัยรวมถึงผู้ป่วยซึมเศร้า วัยรุ่น คนแก่ และคนที่ประสบกับวิกฤตชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชีวิตคู่ คนที่กำลังสับสนกับชีวิตที่อยู่
ระหว่างการเปลี่ยนงาน ไปจนถึงคนที่เข้าสู่วัยกลางคนแล้วไปต่อกับชีวิตไม่ถูก

คนรวยเกิน จนไม่รู้ว่าความสุขคืออะไร? รวมถึงดารา นางแบบ นางงามซูเปอร์สตาร์ ที่อยากเข้าใจว่าทำไมชีวิตยังรู้สึกขาด (แม้มีครบ) ไปจนถึงนักการเมืองหมอ ผู้พิพากษา นักวิชาการระดับศาสตราจารย์ และคนที่เรียกว่าเป็นปัญญาชน ต่างสอนผมในเรื่องเดียวกัน คือทุกคนเกิดมาต่างต้องหยุดเรียนรู้สิ่งเก่าที่ไม่ใช่ เพื่อไปต่อกับชีวิต เช่นเดียวกับตัวผู้บำบัดที่ต้องหยุดสิ่งเก่าที่ไม่ใช่ เช่นกันเหมือนกันหมดทุกคน

เรื่องที่ทุกคนสอนผม รวมถึงเรื่องที่ผมต้องสอนตัวเองเรื่อยๆ จนชิน จนผมเห็นเป็น “แบบแผนชีวิต” (Life Patterns) คือ ทุกคนต่างเผชิญกับจุดที่เข้าใจผิดว่า การเรียนรู้ชีวิต คือ การเติมสิ่งใหม่เข้าไปอย่างเดียว แต่ในคลาส ผมสอนทุกคนให้เข้าใจศิลปะของการ “เอาของเก่า”ออก ก่อนจะเข้าใจชีวิต

โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (วัยรุ่นเข้าวัยผู้ใหญ่) ช่วงขาลงของชีวิต (เริ่มเกษียณหรือหมดบารมี คนอื่นเริ่มมีชื่อเสียงกว่า ดาราหน้าเก่าเริ่มแก่ ฯลฯ) หรือชีวิตคู่ที่กำลังจะแต่งงานแล้วต้องยอมรับการปรับตัวกับครอบครัวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฯลฯ รวมถึงอีกสารพัดปัญหา และโจทย์ชีวิตของแต่ละบุคคล

เคล็ดลับที่ผมเห็น สรุปได้ว่าเป็นปมของคนมีความสุขยาก ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ปรานีใคร เป็นได้ทุกคน ทั้งจนรวย สวยหล่อ หรือหน้าตาไม่ค่อยสู้ดี ไปจนคนหนุ่มสาวหรือแก่ชรา แม้หลายคนมีความสำเร็จให้คนอื่นอิจฉา รวมถึงมีความสุขสบายหลายด้านของชีวิต แต่อาจทุกข์ ไม่สุขอย่างที่ใครเดา เพราะเขาไม่ยอมหยุดทำสิ่งเก่า เชื่อสิ่งเก่า ที่เป็นแบบแผนชีวิต กฎตายตัวที่ทำให้ไม่สามารถเติมความคิด หลักการชีวิตง่ายๆ ดีๆ ให้กับตัวเองได้ ง่ายๆ คือ ไม่หลุดปมเก่านั่นเอง

และเรามักคิดว่าปมเป็นเรื่องที่คนอื่นมี เราไม่มี แต่จริงๆ มีทุกคน แต่ใครบ้างจะกล้ามอง เพราะคนอื่นที่ใกล้ตัวแม้เห็นก็อาจไม่กล้าบอกเรา หรือไม่ก็บอกไม่ถูกจุด บางคนเห็นแต่ก็หาคำมาอธิบายไม่ได้ แม้แต่นักบำบัดเองก็ต้องบริหารปมตัวเองเช่นกัน เพราะก็เป็นมนุษย์เหมือนทุกคน

“จุดระเบิดการปฏิวัติตัวเองคือตรงนี้ คือ การเอาของเก่าออก ความคิดที่ใช้ไม่ได้แล้ว กับช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าการเปลี่ยนนั้นจะเป็นเรื่องอะไร? หรือเกิดช่วงวัยรุ่น กลางคน หรือแก่ชรา ทุกคนต่างต้อง ‘เอาของเก่าออก’ เหมือนๆ กัน และสิ่งที่ผมเห็นว่าทุกคนเข้าใจผิดคล้ายๆ กันมีประมาณนี้ครับ”

หนึ่ง งานสำคัญกว่าทุกสิ่ง(หรือการหาเงิน)

ไม่ใช่เลยครับ จริงๆ การดูแลตัวเองดูแลความคิดตัวเองเป็น มองออกว่าเรากำลังต้องการอะไรจริงๆ ทุกช่วงชีวิตสำคัญกว่ามาก คนที่สร้างสรรค์งานได้ดีเลิศ ไม่ใช่คนทำงานหนัก แต่เป็นคนทำงานเป็นและมองออกว่าจะใช้เวลาทำสิ่งใดเพื่อให้เกิดผลงานสูงที่สุด

คนทำงานหนักส่วนใหญ่ไปได้แค่ระดับหนึ่ง แต่คนทำงานเป็น ร่วมงานกับคนอื่นเป็น (ทำให้คนร่วมงานสุขไปด้วย)ใช้คอนเนกชั่นเป็น รวมถึงวางหมากการทำงานเพื่อสร้างตัวเอง ให้ค่าตัวเองเป็น ไปจนถึงการใช้เวลาทำความเข้าใจการปูศักยภาพตัวเองเป็นต่างหาก ที่จะมีผลงานดีมีเงินสร้างรายได้ไปพร้อมกับการใช้ชีวิตงานอย่างมีความสุข (คือชอบงาน มีผลงาน และรักงาน) และมักต้องใช้เวลาอดทน ไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว แต่เรายินดีรอ และยินดีปูตัวเองไปอย่างมีความสุข เพื่อสุขภาพกายสุขภาพจิตตัวเรา ที่ย่อมสำคัญกว่างานเป็นไหนๆ

สอง ตัวตนเรามีด้านเดียว

อันนี้ก็ไม่จริงครับ ผมเจอผู้บริหารหลายคนที่ฝันอยากเป็นนักเต้น ครูสอนโยคะ หรือศิลปินข้างถนน ผมเจอดาราที่อยากเป็นนักวิชาการ ผู้พิพากษา ผมเจอหมอที่อยากเป็นเกษตรกร ผมเจอวัยรุ่นอยากเป็นนักปรัชญาและอยากเขียนงานวิชาการเชิงปรัชญา ฯลฯ

เราทุกคนมี “ลูกบ้า” หรือ Paradox ในตัว อย่าไปนิยามตัวเองตามงานที่เราทำ เพราะเราเปลี่ยนได้เรื่อยๆ ตามช่วงชีวิต เวลา และโอกาสชีวิต สิ่งที่ให้ความสุขวันนี้ อาจไม่ใช่ในวันข้างหน้า และนี่คือเหตุผลที่เราต้องเอาของเก่าออกเรื่อยๆเพื่อทำความเข้าใจกับ “ตัวตน” หลายๆ ด้านของตัวเอง ไปชั่วชีวิตเรา

สาม เราคือคนธรรมดา

รู้ไหมครับ ทุกคนก็คือคนธรรมดา เพราะเราต่างมีลมหายใจ ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย คล้ายๆ กัน ส่วนใหญ่คนที่คิดว่าตัวเองธรรมดา คือคนที่เสพติดกับการไม่ยอมเอาของเก่าออก คือหยุดเรียนรู้ จึงใช้ชีวิตธรรมดา น่าเบื่อ และอาจเผลออิจฉาคนกล้าใช้ชีวิต

ลองมองคนเหล่านี้ดูว่า เขาก็เริ่มจากจุดธรรมดา แต่บางคนเริ่มจากจุดที่ต่ำกว่าศูนย์ด้วยซ้ำ เช่น “นิค วูจูซิค” (NickVujicic) คนพิการไร้แขนขา แต่กลายเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ แทนที่มองภาพตัวเองว่า “โชคร้าย” แต่มองสภาพร่างกายตัวเองเป็นเวทีชั้นยอดในการส่งพลังให้คนอื่น แต่วันที่เขามองตัวเองในกระจก พร้อมกับเห็นร่างกายเป็นเวที มันคือวันที่เขาหยุดเรียนรู้ว่า เขาเป็นแค่คนพิการที่น่าสงสารคนหนึ่ง

“ซัง บอง ชอย” (Sung Bong Choi) เด็กเกาหลีที่ถูกทิ้งให้อยู่บนท้องถนนแต่เล็กๆ มีห้องน้ำสาธารณะกับถนนเป็นบ้าน แต่เขาเห็นภาพตัวเองเป็นนักร้องโอเปร่าจนเขาได้เป็นตามนั้น แม้ชีวิตมีแต่ตัวกับหัวใจยับๆ เงินสักบาทก็ไม่มีแต่เขาก็ขวนขวายจนไปเจอกับโอกาสได้เรียนศิลปะการร้องเพลงโอเปร่ากับครูที่พร้อมสอนเขาฟรี เพราะเห็นความตั้งใจจริง บวกกับความถ่อมตนน่าเอ็นดูของเขา ถ้าเขาจมกับการเรียนรู้เดิมๆ ว่าเขาคือคนไร้วาสนา เกิดมาเพื่อถูกดูถูก ก็คงไม่ได้ไปถึงไหน

นางแบบชั้นนำระดับโลก แฮทเทอร์คุทมิทซ์ (Heather Kuzmich) นักร้องเสียงหวาน แอดัม เลอวิน (Adam Levine/Maroon 5) ผู้กำกับหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังอย่าง สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก (StevenSpielberg) รวมถึงนักแสดงมากความามารถอย่าง วิล สมิธ (Will Smith) ฯลฯต่างเคยเป็นโรคในกลุ่มออทิสติก แต่ก็
พลิกชีวิตกลายเป็นตำนาน ต่างเวทีได้ทุกคน เพราะเขาหยุดเรียนรู้จากข้อจำกัดหันมามองสิ่งที่มี หยุดมองสิ่งที่ไม่มี(เพราะใครๆ ก็มองว่าตัวเองไม่มี ทำไมเขาต้องมองตาม?)

ไม่มีใครธรรมดาครับ เพียงแต่ว่าสิ่งพิเศษในตัวเราอาจรอเรา “หยุดเรียนรู้สิ่งเก่า” เพื่อพัฒนาตัวสุขที่อยู่ข้างในที่ไม่ธรรมดา และเข้าใจการใช้ชีวิตมากกว่าที่เคยใช้มา

บางทีเราอาจต้องหยุดเรียนรู้ โดยเอาความคิดเก่าๆ ที่ใช้ไม่ได้ออกก่อน แล้วการเรียนรู้จริงจะเกิดขึ้น จนตัวสุขได้ออกมาสูดอากาศหายใจ ใช้ชีวิตได้เต็มสมบูรณ์สักที

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69