
แปลนทอยส์ปรับแผนเจาะตลาดไทยมากขึ้น
แปลนทอยส์ ปรับตัวรับค่าเงินบาทแข็ง เพิ่มสัดส่วนยอดขายในประเทศเป็น 10% พร้อมแตกไลน์ของเล่นเพิ่มการเรียนรู้ เจาะตลาดโรงเรียน คาดปีหน้ายอดขายจะโตได้ 15% หลังขยายตลาดในอเมริกาใต้เพิ่ม
แปลนทอยส์ ปรับตัวรับค่าเงินบาทแข็ง เพิ่มสัดส่วนยอดขายในประเทศเป็น 10% พร้อมแตกไลน์ของเล่นเพิ่มการเรียนรู้ เจาะตลาดโรงเรียน คาดปีหน้ายอดขายจะโตได้ 15% หลังขยายตลาดในอเมริกาใต้เพิ่ม
นายวิชัย เตติวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลนครีเอชั่นส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายของเล่นไม้ยางพาราเพื่อการศึกษาและพัฒนาการของเด็ก แบรนด์ แปลนทอยส์ เปิดเผยว่า นับจากปีหน้าเป็นต้นไปบริษัทจะเริ่มทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น โดยจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ภายในประเทศเป็น 10% จาก 5% หลังจากบริษัทได้ลงทุนเป็นเงิน 300 ล้านบาท ในการเพิ่มกำลังการผลิตของเล่นไม้จาก 2 ล้านชิ้นต่อปี เป็น 5 ล้านชิ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังขยายไลน์ของเล่นใหม่ในกลุ่มของเรียนเพื่อการศึกษาเรียนรู้ หรือ เอ็ดดูเคชั่น ทอยส์ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปยังกลุ่มโรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียน 2 ภาษาในระดับอนุบาลถึงประถมต้น โดยบริษัทจะเปิดตัวในต้นปีหน้า พร้อมกันนี้ บริษัทยังขยายตลาดในต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดใหม่และมีอัตราการเติบโตสูง มีประชากรมาก ในกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ เช่น บราซิล ชิลี เป็นต้น ในรูปแบบการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย
ทั้งนี้ การปรับแผนการตลาดเพื่อทำตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มไลน์สินค้า เป็นแผนในการรับมือกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้บริษัทมีรายได้ลดลง และเนื่องด้วยตลาดของเล่นเป็นตลาดที่มีอัตราการแข่งขันสูง โดยตลาดรวมของเล่นทั่วโลกคาดว่าน่าจะมูลค่า 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นตลาดเกมคอมพิวเตอร์ 50%
ส่วนตลาดของเล่นไม้มีมูลค่าไม่ถึง 1% ของตลาดรวม ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ ประกอบกับถูกก็อปปี้จากโรงงานผลิตของเล่นในประเทศจีน
“ดังนั้นสิ่งที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้บริษัทจึงต้องแข่งขันในเรื่องของรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร การลดต้นทุนการผลิตในส่วนของโรงงานการผลิต เช่น การลงทุนสร้างโรงงานผลิตพลังงานชีวมวล หรือโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขี้เลื่อย และเศษไม้ ที่เหลือจากการผลิตของเล่น ด้วยเงิน 350 ล้านบาท และจะทำให้บริษัทประหยัดค่าไฟภายในโรงงานได้ถึง 15 – 18 ล้านบาทต่อปี ทั้งยังขายพลังงานไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าคิดเป็นรายได้ 70 -80 ล้านบาทต่อปี ซึ่งโรงงานผลิตไฟฟ้าจะเริ่มก่อสร้างในเดือนนี้และเสร็จในปีหน้า” นายวิชัย กล่าวเพิ่มเติม
นายวิชัย เผยต่อว่า สำหรับยอดขายในปีนี้ คาดว่าจะมียอดขายราว 450 – 480 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากากรส่งออก 95% ใน 65 ประเทศทั่วโลก และ 5% เป็นรายได้ภายในประเทศ ส่วนในปีหน้าบริษัทคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางด้านรายได้ 15% อันเนื่องมาจากการเพิ่มสัดส่วนรายได้ภายในประเทศ การขยายตลาดใหม่ การลดต้นทุนในการผลิต เป็นต้น







