
การท่องเที่ยวชุมชน ความสำเร็จ/ไม่สำเร็จของนวัตวิถี
โอท็อป นวัตวิถี เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา
โดย เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โอท็อป นวัตวิถี เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังที่จะต่อยอดจากการทำสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (หรือโอท็อป ) ให้เป็นการท่องเที่ยวชุมชน
โครงการนี้มีแนวคิดที่ว่า เราน่าจะเชิญชวนนักท่องเที่ยว (หรือลูกค้า) ให้เข้าไปเรียนรู้และร่วมกิจกรรมในชุมชนที่มีความพร้อมจะยกระดับจากสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ให้เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมหลากหลายภายในหมู่บ้าน รวมถึงพัฒนา/ออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีในหมู่บ้านให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
ในช่วงเวลา 3 วันที่ผ่านมาของปลายเดือน ม.ค. 2562 ผม เพื่อนคณาจารย์ และนิสิตได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโครงการโอท็อป นวัตวิถี ของ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก จำนวน 5 หมู่บ้าน จึงอยากเล่าสู่กันฟัง เผื่อเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาสำหรับรัฐบาลใหม่ในอนาคต
ความสำเร็จ
ความสำเร็จที่เห็นได้ชัดจากการทำโอท็อป นวัตวิถี ในมุมมองของผม มีด้วยกัน 3 ประการ
ประการแรก คือ การออกแบบกิจกรรมต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวมีระยะเวลาในการเที่ยวชมในแต่ละหมู่บ้านยาวนานมากขึ้น (หรือ Time Spent) ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมากในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว เพราะการได้ใช้เวลาในกิจกรรมที่น่าสนใจยาวนานขึ้นก็หมายถึง ความคุ้มค่าในเชิงเวลามากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ใช้ในการเดินทางมา
ชุมชนส่วนใหญ่ที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสามารถเพิ่มเติมกิจกรรมที่น่าสนใจและเชื่อมโยงกันได้ จนทำให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาอยู่ในชุมชนได้ตั้งแต่ครึ่งวันจนถึงหนึ่งวันเต็ม โดยมีจุดกิจกรรมประมาณ 3-6 กิจกรรม โดยชุมชนแต่ละชุมชนมักมีชุดแพ็กเกจกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวเลือกได้โดยสะดวกได้
กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพของชุมชนโดยตรง เช่น ฟาร์มไก่ดำ กล้วยม้วนผสมการ์โนลา ฟาร์มกบ การจักสาน ไข่เค็มใบเตย การนวดและสมุนไพรไทย เพียงแต่เติมกิจกรรมการเรียนรู้และให้นักท่องเที่ยวได้ลองจับ ลองต้อง ลองทำ ลองชิม ฯลฯ ได้ด้วยตนเองมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาได้นานขึ้น แล้วยังนำไปสู่ความสำเร็จประการที่สอง นั่นคือ ประสบการณ์ที่ดีตามมา
ประการที่สอง ปัจจุบันในโลกแห่งสื่อสังคมออนไลน์และการบอกต่อ การตลาดเชิงประสบการณ์ (หรือ Experience Marketing) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งเกือบทุกชุมชนที่ได้ไปชมมาสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตนเองทำอยู่เดิมให้เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวทำได้เองได้อย่างน่าสนใจมากๆ
โดยทั่วไปกิจกรรมที่พี่น้องในชุมชนต้องดำเนินการจริงมักจะใช้เวลาที่ยาวนานหลายชั่วโมง ข้ามวัน หรือแม้กระทั่งหลายวันหรือหลายเดือน แต่ชุมชนก็ออกแบบกิจกรรมโดยย่นย่อและคัดสรรกระบวนการที่สำคัญมาให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำ ลองสัมผัส (เช่น การปาดกล้วยแผ่น การทำชะอมโรล การพอกไข่เค็ม การจับกบ) ไปพร้อมๆ กับการอธิบายให้เห็นภาพรวมของแนวคิดและกระบวนการ (ในส่วนที่นักท่องเที่ยวไม่ได้ทำ) ไปพร้อมๆ กับการลองชิมอาหารกลางวันหรืออาหารเย็น ซึ่งทำให้นิสิตที่มาเยี่ยมชม พอทำกิจกรรมและได้ทานอาหารแล้ว ก็มักจะซื้อสินค้าของชุมชน (เช่น น้ำพริกจะขายได้ดีมากหลังจากทานอาหารเสร็จ) และบอกเล่าประสบการณ์ของตนผ่านสังคมออนไลน์ทันที
ความสำเร็จประการสุดท้าย คือ การยกระดับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีการออกแบบที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น การนำกล้วยแผ่นมาใส่ไส้การ์โนลา (กระยาสารทฝรั่ง) แล้วทำเป็นอาหารสุขภาพ การทำไข่เค็มใบเตย การนำไก่ดำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์แบบสำเร็จรูปมาใส่บรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจ แล้วขายแบบออนไลน์ และส่งผ่านบริการรับส่งพัสดุ กันอย่างแพร่หลาย
นอกจากความสำเร็จทั้งสามประการแรก บางชุมชนยังปรับภูมิทัศน์ภายในชุมชนให้งดงามน่ามอง สะอาด ลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และมีแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ที่บ้านบุ่ง ต.ศรีภิรมย์ มีปรับปรุงพื้นที่สาธารณะให้เป็นลานกิจกรรมของชุมชน และมีการใช้ผักมาเป็นไม้ประดับที่นอกจากจะสวยงามแล้วสามารถแบ่งกันรับประทานได้อีกด้วย
ความไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ดี ในความสำเร็จที่กล่าวถึงข้างต้น ก็ยังมีความไม่สำเร็จบางประการแทรกอยู่ด้วย
ประการแรก กิจกรรมของชุมชนจำนวนไม่น้อยก็อาจจะซ้ำๆ กันในหลายหมู่บ้าน เช่น น้ำดื่มอัญชัน กล้วยกวน โรงสีข้าว และ/หรืออาจจะไม่สอดคล้องกับเอกลักษณ์หรือวิถีชีวิตของชุมชน กล่าวคือ ไม่ใช่อาชีพที่แท้จริงของชุมชน เช่น การทำพรมเช็ดเท้า
ยิ่งเมื่อแนวทางหนึ่งของโครงการโอท็อป นวัตวิถี คือ การเพิ่มจุดกิจกรรมในหมู่บ้าน ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มระยะเวลาในการอยู่ในชุมชนให้ยาวนานขึ้น แต่ในทางกลับกันก็จะเป็นการเร่งเพิ่มจุดกิจกรรมท่องเที่ยวเข้ามา ทั้งๆ ที่อาจยังไม่ใช่จุดที่น่าสนใจ ดังที่ได้กล่าวมา
ประการที่สอง หากมองในเชิงการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายจะพบว่า กลุ่มของนักท่องเที่ยวเป้าหมายที่เข้ามาในหมู่บ้านโอท็อป นวัตวิถีเกือบทั้งหมด ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวศึกษาดูงาน ที่มักจะได้รับงบประมาณสนับสนุนจากส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ น้อยมาก
ปัญหาประการนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่นักในปัจจุบัน เพราะลำพังเพียงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ก็ถือว่าเป็นอุปสงค์การท่องเที่ยวที่มากพอควร เมื่อเทียบกับศักยภาพในการรองรับของชุมชนในปัจจุบัน แต่ในอนาคตอาจเป็นปัญหาใหญ่ได้ ถ้าหากเกิดความเปลี่ยนแปลงในแง่กระแสความนิยมหรือในแง่นโยบาย (ในส่วนของงบประมาณสนับสนุน) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ การท่องเที่ยวชุมชนเหล่านี้ก็อาจจะประสบปัญหาได้
ปัญหาประการที่สาม คือ การสนับสนุนของหน่วยราชการยังมีลักษณะแบบครั้งเดียวจบตามงบประมาณ และเป็นแบบเจ้าของงบเป็นตัวตั้ง ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวมีลักษณะคล้ายคลึงกันหมด (เช่น รูปแบบป้ายของจุดเช็กอินในแต่ละชุมชน) หรือในกรณีบรรจุภัณฑ์สวยงามที่โครงการสนับสนุนมาให้นั้น เมื่อชุมชนใช้หมดไปแล้ว ชุมชนก็ไม่ทราบว่าจะติดต่อซัพพลายเออร์จากแหล่งใด? ในราคาเท่าไร? ทำให้ในที่สุด ชุมชนก็หันกลับไปใช้บรรจุภัณฑ์ที่ตนเคยใช้ ซึ่งอาจกระทบต่อความรู้สึกของผู้บริโภคได้
นอกจากนั้น การดำเนินการสนับสนุนแบบราชการยังทำให้ชุมชนไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งที่ตนได้รับสนับสนุน ชุมชนจึงกำหนดราคาไปโดยไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริง แต่เมื่อชุมชนไปดำเนินการเองก็พบว่า ราคาที่ตนตั้งไว้ต่ำกว่าต้นทุนที่ตนไปซื้อมามาก จึงนำไปสู่ปัญหาในการขยับราคาขึ้น และ/หรืออาจต้องหยุดการผลิตผลิตภัณฑ์/กิจกรรมนั้นไปในอนาคต
ปัญหาประการสุดท้าย คือ การขาดความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมการท่องเที่ยวของชุมชนหนึ่งกับอีกชุมชนหนึ่ง และระหว่างกิจกรรมการท่องเที่ยวของชุมชนกับการท่องเที่ยวกระแสหลักที่มีอยู่ตัวอย่างเช่น เราจะไม่พบป้าย/ข้อมูลบอกเส้นทางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของแต่ละชุมชนในอำเภอเดียวกัน หรือในจังหวัดเดียวกัน และไม่พบจุดที่จะประชาสัมพันธ์หรือสืบค้นข้อมูลการท่องเที่ยวชุมชนในสถานที่ท่องเที่ยวหรือโรงแรมหลักๆ ของ จ.พิษณุโลก แม้กระทั่งรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านก็ตาม
สรุป
กล่าวโดยสรุปการท่องเที่ยวของชุมชนยังมีศักยภาพ และจะช่วยเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนได้อีกมาก ชุมชนเองก็มีความพร้อมไม่น้อยในการเตรียมพร้อมกับกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน เพราะฉะนั้น ผมเชียร์ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งสนับสนุนโครงการลักษณะนี้ต่อเนื่องต่อไป
แต่สิ่งที่ต้องแก้ไขคือ การดำเนินการและงบประมาณไม่ควรเป็นลักษณะที่หน่วยงานราชการเป็นผู้กำหนด แต่ควรเป็นไปในลักษณะของการกระจายอำนาจให้แต่ละชุมชนออกรูปแบบกิจกรรมดำเนินการที่เหมาะสมกับชุมชน โดยมีหน่วยงานเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนให้ชุมชนพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้นความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนเป็นสำคัญ และนำอัตลักษณ์นั้นมาเชื่อมโยงกัน
รวมถึงเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆ ภายในจังหวัดด้วย







