
แปรรูปเกษตร-ท่องเที่ยว 2ยุทธศาสตร์ดันเศรษฐกิจชัยภูมิ
จ.ชัยภูมิ ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดย มัฆวาน วรรณกุล
จ.ชัยภูมิ ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณใจกลางของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถยนต์ประมาณ 332 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 12,778.3 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,986,429 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.6 ของพื้นที่ทั้งหมดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ
2.5 ของพื้นที่ทั้งประเทศ มีพื้นที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นลำดับที่ 7 ของประเทศ
ในปี 2558 ที่ผ่านมา มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Products) หรือ GPP มีมูลค่า 53,278 ล้านบาท มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมเฉลี่ยต่อหัว 55,665 บาท โดยรายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสาขาการเกษตร ซึ่งจากการจัดทำวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์แนวทางการพัฒนา จ.ชัยภูมิ ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2564 โดยการร่วมกันของภาคราชการและเอกชนในจังหวัด ก็ได้วางยุทธศาสตร์ชัยภูมิเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรที่เข้มแข็งและยั่งยืน ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียง เมืองแห่งความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นเมืองที่สังคมมีคุณภาพมั่นคงและปลอดภัย
สิทธิพล สุทธิศักดิ์ภักดี เลขาธิการประธานหอการค้าจังหวัดชัยภูมิ มองถึงความน่าจะเป็นในสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของ จ.ชัยภูมิ ว่า GPP ของ จ.ชัยภูมิ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาขยายตัวเติบโตขึ้นปีละประมาณ 2.5-3.5% มาโดยตลอด และในปี 2561 ที่ผ่านไปมั่นใจว่า GPP จะเติบโตระดับ 3% แต่เป้าหมายในปี 2562 คือต้องเติบโตให้ได้ 3.5-4.0% ซึ่งเป็นผลจากการเข้ามาลงทุนของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ประกอบกับโครงการที่้จังหวัดกำลังเร่งดำเนินการคือการเชิญชวนนักธุรกิจหรือนักลงทุนเข้ามาลงทุนการแปรรูปสินค้าทางการเกษตร
“GPP ของ จ.ชัยภูมิ การที่จะเติบโตได้น่าจะมาจาก 2 ทาง คือ สินค้าผลผลิตทางการเกษตรซึ่งมีมากกว่า 60% และด้านการท่องเที่ยว โดยสินค้าผลผลิตทางการเกษตรในปีที่ผ่านมาข้าวราคาดีมาก ซึ่งผลผลิตทั้งหมดใน จ.ชัยภูมิ เองไม่พอจะขาย มันสําปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ราคาดี ที่น่าเป็นห่วงคืออ้อยที่มีกระแสว่าในปี 2562 นี้ราคาจะน้อยกว่าปีที่แล้ว รวมทั้งเกษตรกรที่ปลูกสับปะรดซึ่งอาจล้นตลาดอีกครั้ง ซึ่งทางจังหวัดได้เตรียมการช่วยเหลือเกษตรกรไว้แล้ว หากหวังที่จะพึ่งแต่ราคาสินค้าของท้องตลาดในแต่ละปี เกษตรกรก็คงจะลำบาก ซึ่งแนวทางที่ภาคเอกชนกับภาครัฐกำลังหารือกันคือการให้แปรรูปผลผลิต”
สิทธิพล บอกว่า ทางด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ โดย จ.ชัยภูมิ มีแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่น้อยหน้ากว่าจังหวัดอื่นเลย โดยมีอุทยานแห่งชาติถึง 4 อุทยาน และสามารถเที่ยวได้ทั้งปี ทั้ง 3 ฤดู โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เป็นเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน แม้จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเที่ยวกันอย่างมาก แต่ในภาพรวมก็ถือว่ายังขาดการประชาสัมพันธ์
สิทธิพล บอกว่า นอกจากอุทยานแห่งชาติทั้ง 4 แห่งแล้ว จ.ชัยภูมิ ได้มีการสร้างแลนด์มาร์คขนาดใหญ่แห่งใหม่ขึ้นมา ในเขตพื้นที่ อ.เมือง นั่นคือ “ป่าโล่ใหญ่” ซึ่งมีเนื้อที่ 1.3 หมื่นไร่ ในเทือกเขาภูแลนคา โดยการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้บุกรุกปลูกสวนยาง และได้เชิญชวนให้ประชาชนชาวชัยภูมิทำโครงการย้อมสีภูเขา ด้วยการร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ปลูกต้นไม้ 5 สี หรือเป็นการย้อมสีภูเขา
“ขณะนี้ก็มีการดำเนินการปลูกไปแล้วถึง 7,000 ไร่ และเราคาดการณ์ว่าในปี 2562 นี้เราจะปลูกให้ถึงและให้ครบตามที่คิดตั้งใจไว้ และหลังจากนี้ป่าโล่ใหญ่แห่งนี้ ก็จะมีการเปิดเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และภายในอนาคตป่าโล่ใหญ่ก็จะกลายเป็นสวนดอกไม้ สวนต้นไม้ขนาดใหญ่ให้ได้ชม ซึ่งหากใครได้เดินทางไปที่ป่าโล่ใหญ่จะทราบว่าข้างบนเขาแห่งนี้มีทัศนียภาพแบบ Panorama 360 องศาสวยงามอย่างมาก”
สำหรับการลงทุนที่ผ่านมา มีห้างขนาดใหญ่เข้ามาลงทุน ซึ่งแม้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่บ้าง แต่สิทธิพลมองว่าในระยะยาวน่าจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด
“ในระยะแรกแน่นอนว่าในกลุ่มของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายร้าน หรือร้านค้าปลีกในขนาดกลางและขนาดย่อมอาจจะได้รับผลกระทบ น่าจะประมาณ 30% แต่ในยอดขายที่หายไปก็จะมีความโชคดีบางอย่างก็คือ สามารถดึงคนในรอบ จ.ชัยภูมิ อีก 15 อำเภอให้เข้ามาในตัวจังหวัดได้ ซึ่งก็จะมีเงินหมุนเวียนตกมาถึงกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้บ้าง ซึ่งก็อาจจะชดเชยกันได้บ้าง”
สิทธิพล มองว่า การมีห้างขนาดใหญ่ใน จ.ชัยภูมิ เอง จะทำให้กลุ่มคนชัยภูมิที่นิยมใช้ช่วงเวลาวันหยุดสุดสัปดาห์ไปท่องเที่ยวหรือซื้อสินค้าในจังหวัดใกล้เคียงที่มีห้างขนาดใหญ่ เช่น ขอนแก่น และนครราชสีมา กลับมาใช้จ่ายภายในจังหวัด ซึ่งน่าจะดึงกลุ่มนี้กลับมาได้ประมาณ 70% จะทำให้เม็ดเงินที่เคยออกไปก็จะกลับมาหมุนเวียนภายในจังหวัดมากขึ้น และจะทำให้ตัวเศรษฐกิจชัยภูมิโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เขามองอีกว่า ในส่วนการจ้างงานของห้างขนาดใหญ่ มีการจ้างงานพนักงานถึง 1,300-1,500 คน จ่ายเงินเดือนประมาณเดือนละ 20 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินในส่วนนี้ก็จะกลับมาหมุนเวียนจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งระดับกลางและระดับย่อย หากคิดทั้งปีก็จะเป็นเม็ดเงินถึง 240 ล้านบาท ก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจ จ.ชัยภูมิ โตขึ้นมาอย่างที่คาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน







