posttoday
พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กับผลกระทบภาคธุรกิจและประชาชน (จบ)

พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กับผลกระทบภาคธุรกิจและประชาชน (จบ)

01 มกราคม 2562

ในกรณีที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างใดมีการใช้ประโยชน์หลายประเภทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนของการใช้ประโยชน์

โดย อนุรักษ์ นิยมเวช กรรมการผู้จัดการ [email protected] 

ในกรณีที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างใดมีการใช้ประโยชน์หลายประเภทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนของการใช้ประโยชน์ อาทิ อาคารพาณิชย์ 2 ชั้นที่ชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้าแล้วชั้นบนใช้อยู่อาศัย การคิดภาษีชั้นบนจะเสียภาษีในอัตราบ้านพักอาศัย ส่วนชั้นล่างต้องเสียภาษีในอัตราพาณิชยกรรม เช่นนี้จึงนำมาซึ่งความชัดเจนและเป็นมาตรฐานมากขึ้น รวมถึงยังเพิ่มความโปร่งใสที่เป็นธรรมให้กับทั้งเจ้าของทรัพย์สินและภาครัฐด้วย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนดทรัพย์สินบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น สาธารณสมบัติทรัพย์สินของรัฐที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ทรัพย์สินของสถานทูต ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและที่ดินสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่มิได้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เป็นต้น อีกทั้งเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจมีการกำหนดการบรรเทาภาระภาษีโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกิน 90% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย เช่น กรณีที่เจ้าของบ้านพักอาศัยหลักได้รับกรรมสิทธิ์บ้านหลังดังกล่าวมาจากการรับมรดกก่อนที่ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับนี้มีผลบังคับใช้จะมีการบรรเทาภาษีให้โดยการลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% ของจํานวนภาษีที่จะต้องเสียให้ ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปีให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างการปลูกสร้างบ้านที่เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเองให้ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกิน 75% ของจํานวนภาษีที่จะต้องเสีย

สําหรับกิจการสาธารณะ เช่นโรงพยาบาล สนามกีฬา เป็นต้น นอกจากนี้กฎหมายยังให้อํานาจผู้บริหารท้องถิ่นสามารถขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจําจังหวัด หรือ รมว.มหาดไทย เพื่อลดหรือยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนได้ เช่น กรณีเกิดภัยพิบัติ หรืออาคารบ้านเรือนเกิดเสียหายหรือถูกทําลาย

การจัดเก็บภาษีจากมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งได้รับการประเมินราคาที่ได้มาตรฐานจากกรมธนารักษ์ จึงมีความครอบคลุมชัดเจนและไม่มีเรื่องการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานมาเกี่ยวข้องซึ่งสามารถอุดช่องว่างช่องโหว่ภาษีเดิมเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของที่ดินโดยมีการประมาณการกันว่า กฎหมายฉบับใหม่จะทำให้ภาครัฐมีรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีละ 5-6.5 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่เก็บจากภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่เก็บภาษีได้ปีละ 3.5-4 หมื่นล้านบาท

อีกทั้งการให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บนั้น เป็นการสร้างธรรมาภิบาลการมีส่วนร่วมในพื้นที่โดยกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีการเก็บภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมถึงติดตามการใช้จ่ายเงินภาษีซึ่งเก็บภาษีจากประชาชนในพื้นที่ไปพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่าประชาชนทั่วประเทศถึง 90% ถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ไร่ ส่วนที่เหลือก็มีเพียง 10% เท่านั้นที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรม ซึ่งไทยครองอันดับ 1 เรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นความหวังที่จะเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้เพื่อสร้างความเป็นธรรม

แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหา พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พบว่ามีการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราที่ต่ำเกินไป ซึ่งไม่ได้แก้ไขปัญหาด้านการกระจุกตัวในการถือครองทรัพย์สิน นอกจากนี้ยังพบว่าในสัดส่วน 10% ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่นั้น มีถึง 75% ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เป็นเพียงการซื้อที่ดินเปล่าทิ้งไว้เพื่อเก็งกำไร ส่งผลให้ที่ดินไม่เพิ่มเข้ามาสู่ตลาด ราคาที่ดินก็สูงขึ้น ชนชั้นล่างรวมทั้งชนชั้นกลางไม่มีปัญญาในการซื้อที่ดินเป็นของตัวเอง ทั้งๆ ที่ที่ดินเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ซึ่งควรทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย

อีกทั้งการจัดเก็บภาษีที่ดินไม่ควรมีการยกเว้นหรือลดหย่อนในมูลค่าสูง เพราะจะเกิดช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ควรเก็บภาษีในอัตราต่ำ สำหรับฐานภาษีที่มีมูลค่าน้อย เพื่อไม่ให้เกิดภาระภาษีที่มากจนเกินไป กรณีหากจะยกเว้นภาษีให้กับบ้านหลังหลัก สำหรับผู้ที่มีกำลังในการจ่ายภาษีน้อย มูลค่าที่จะได้รับการยกเว้นก็ควรอยู่ไม่เกิน 5 ล้านบาท เพราะเป็นมูลค่าที่อยู่อาศัยที่คนส่วนใหญ่เป็นเจ้าของ และไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับผู้ที่มีบ้านเกิน 1 หลัง แต่ต้องเสียภาษีบ้านหลังถัดไป ขณะที่การยกเว้นภาษีที่ดินภาคเกษตร ควรเป็นการดูแลเกษตรกรรายย่อย ซึ่งมีกำลังจ่ายภาษีต่ำ การยกเว้นไม่เก็บภาษีที่ดินเกษตรหรือยกเว้นในมูลค่าที่สูงเกินไป ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนที่ถือครองที่ดินจำนวนมากที่เป็นที่รกร้างว่างเปล่าหลีกเลี่ยงภาษีมาสู่ช่องทางนี้ เพราะการยกเว้นภาษีในมูลค่าสูงไม่ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้ชัดเจนมากขึ้น

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดานั้น ก็อาจจะมีภาระรายจ่ายในภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นเนื่องจากการชำระภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา ณ ขณะนี้ไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านภาษีมาหักลดหย่อน ซึ่งต่างจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาหักเป็นรายจ่ายของบริษัท

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่ใช้อาคารที่อยู่อาศัยในการทำธุรกิจหรือค้าขายจะมีการจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งเดิมไม่ต้องเสียภาษี นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้ประกอบการเช่าพื้นที่ในการดำเนินธุรกิจ ก็จะต้องเสียค่าเช่าเพิ่มขึ้นจากการผลักภาระภาษีมาให้ผู้เช่า ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs จะต้องเตรียมวางแผนการดำเนินธุรกิจจากประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในครั้งนี้ด้วย

พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับนี้อาจที่ส่งผลกระทบไปถึงวิถีชีวิตของภาคธุรกิจและประชาชนโดยกว้างโดยจะมีการจัดเก็บภาษีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และกระตุ้นให้เกิดการนำที่ดินออกมาใช้ประโยชน์ ไม่เช่นนั้นจะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นตามลำดับ และพยายามที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในการถือครองที่ดิน โดยใช้มาตรการทางภาษีดังกล่าวข้างต้น ซึ่งคงต้องดูต่อไปว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้จริงหรือไม่

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ