
ดันเอสเอ็มอีวัยเกษียณ
กสอ.เผย 3 แนวทางส่งเสริม
กสอ.เผย 3 แนวทางส่งเสริม รองรับแรงงานหลังวัยเกษียณสานต่อนโยบายรัฐบาลสร้างความเข้มแข็งผู้สูงวัย
นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กสอ.ให้ความสำคัญกับการสร้างงานและอาชีพเสริมให้กับผู้สูงวัยในภาคการผลิต โดยได้เริ่มวางกลไกการพัฒนาผู้สูงอายุเชิงระบบเพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบสวัสดิการ หลักประกันรายได้ รวมถึงโอกาสต่างๆ ที่กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่วัยเกษียณควรจะได้รับ โดยมี 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยนำร่องจัดหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุในแต่ละชุมชนเพื่อเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถจากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยดำเนินงานผ่านโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (ซีไอวี)
“ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุในกลุ่มผู้ใช้แรงงานของภาคอุตสาหกรรมมีจำนวนมาก และยังสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กรมจึงเตรียมแผนเพื่อรองรับแรงงานผู้สูงวัยให้สามารถมีอาชีพได้ต่อไป” นายกอบชัย กล่าว
สำหรับแนวทางที่ 2 การส่งเสริมเอสเอ็มอีวัยเกษียณ โดยการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับแรงงานสูงวัยให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการใหม่วัยเกษียณโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เกษียณอายุในช่วงอายุ 55-60 ปี ที่มีความตั้งใจเป็นเจ้าของธุรกิจให้สามารถเขียนโมเดลธุรกิจและแผนประกอบกิจการอย่างง่ายได้ และ3.ส่งเสริมด้านเงินทุนหมุนเวียน สำหรับผู้สูงอายุบางส่วนที่ต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนหมุนเวียนโดยเฉพาะด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมและหัตถกรรมไทย วงเงินให้กู้ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4%
ทั้งนี้ กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน ภายใต้การดำเนินงานของ กสอ.ได้นำร่องสำรวจความต้องการในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุใน ต.แช่ช้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โดยมีประชากรผู้สูงอายุจาก 10 หมู่บ้าน จำนวน 1,857 คน ร่วมกันกับ กสอ.คิดค้นหลักสูตรที่มีความเหมาะสมและเกิดจากความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภายใต้โครงการ ส่งเสริมการผลิตสินค้าหัตถกรรมชุมชนเพื่อเพิ่มทักษะและรายได้สำหรับผู้สูงอายุ
นายกอบชัย กล่าวว่า หลังจากนี้จะเริ่มทำการฝึกอาชีพและเพิ่มทักษะการผลิตสินค้าหัตถกรรม 4 สาขา ได้แก่ การทำโคมยี่เป็ง การทำตุง 12 ราศี การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์จากกระดาษสา และการทำไม้กวาดทางมะพร้าว ซึ่งการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวเป็นการสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการมีงานมีอาชีพของประชากรกลุ่มต่างๆ ให้สามารถพึ่งพาตนเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดว่าผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ จะสามารถนำทักษะและประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างรายได้ได้ไม่น้อยกว่า 80%







