posttoday
‘รันนิ่ง เลิฟเวอร์’ก่อนออกสตาร์ทต้องรู้

‘รันนิ่ง เลิฟเวอร์’ก่อนออกสตาร์ทต้องรู้

30 ธันวาคม 2561

ต้อนรับปีใหม่ ด้วยการตั้งเป้าหมาย New Year’s Resolution

โดย ปอย 

ต้อนรับปีใหม่ ด้วยการตั้งเป้าหมาย New Year’s Resolution หลายๆ คนตั้งปณิธานเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น

หลายคนเลือกลงสนามการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง งานวิ่งเพื่อสุขภาพจึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ไม่ว่าจะเป็นทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทย กลายเป็นกระแสโลกไปแล้ว

บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ ผู้ร่วมก่อตั้ง ไทยดอทรัน เผยว่า ในปีที่ผ่านมา ปี 2560 ประเทศไทยมีอีเวนต์งานวิ่งราว 700-800 งาน ส่วนปี 2561 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มีงานวิ่งที่จัดขึ้นแล้วทั่วประเทศราว 900-1,000 งาน และคาดว่าเมื่อจบปีนี้ จะมีงานวิ่งที่จัดให้คนรักสุขภาพได้ร่วมเก็บเหรียญ และสถิติแห่งความภาคภูมิใจไม่น้อยกว่า 1,200 งาน เท่ากับว่าประเทศไทยจัดงานวิ่งเดือนละ 100 งาน หรือเฉลี่ยวันละ 3 งานเลยทีเดียว

“เมื่อออกวิ่ง เพราะคนอยากพัฒนาตัวเองโดยตั้งเป้าสร้างเสริมสุขภาพ ดังนั้น การวิ่งที่ดี และการจัดงานวิ่งที่ดีควรคำนึงถึง ‘สุขภาพที่ปลอดภัย’ ของนักกีฬาเป็นหลัก เนื่องจากสถิติการจัดงานวิ่งในระดับฮาล์ฟ มาราธอน (Half Marathon) มีนักวิ่งบาดเจ็บ และเจ็บป่วยขั้นรุนแรงเสี่ยงต่อชีวิตเฉลี่ยงานละ 1-3 คน และบาดเจ็บ เจ็บป่วยไม่รุนแรง เช่น ข้อเท้าพลิก กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ปวด ประมาณ 5-10%

ส่วนระดับไมโคร มาราธอน (Micro Marathon) และมินิ มาราธอน (Mini Marathon) จากสถิติพบนักวิ่งบาดเจ็บและเจ็บป่วยขั้นรุนแรงเสี่ยงต่อชีวิตเฉลี่ยงานละ 0-1 คน และบาดเจ็บ เจ็บป่วยไม่รุนแรงประมาณ 3-5%”

บุญญฤทธิ์ ย้ำสิ่งสำคัญต้องใส่ใจเป็นพิเศษ นักวิ่งเข้ารับการตรวจสภาพหัวใจก่อนลงวิ่ง และสังเกตจุดบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานในงานวิ่ง โรคหัวใจ เป็นหนึ่งสาเหตุหลักที่อาจทำให้นักวิ่ง หรือผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย เสี่ยงต่ออาการเจ็บป่วยขณะวิ่งจนถึงแก่ชีวิตได้

มีคำแนะนำนักวิ่ง นพ.สุทิน จันทิมา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมทั่วไป หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา จ.ชลบุรี กล่าวแนะนำคนเตรียมลงสนามในปีนี้ว่า ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจมักไม่แสดงอาการ ทั้งนี้ จากสถิติของผู้รับการตรวจหัวใจ พบว่า 70-80% มีปัญหาใดปัญหาหนึ่ง เช่น หัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ คลื่นไฟฟ้าหัวใจขัดข้อง หัวใจบล็อกไม่นำส่งกระแสไฟฟ้า

‘รันนิ่ง เลิฟเวอร์’ก่อนออกสตาร์ทต้องรู้

“รันนิ่ง เลิฟเวอร์ รวมถึงคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแบบหนักๆ ให้เข้ารับการตรวจหัวใจและเช็กร่างกายก่อนลงสนาม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อัลตราซาวด์หัวใจ ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echo) และเดินสายพาน

วัยรุ่น การตรวจเช็กเพียง 1 ครั้ง การันตี ความปลอดภัยไปได้หลายปี ส่วนกลุ่มสูงวัยอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเช็ก 1-2 ปี/ครั้ง และถ้าเป็นกลุ่มที่หัวใจมีปัญหาควรตรวจเช็กทุก 6 เดือน เนื่องจากหากขณะออกกำลังกายแล้วหัวใจหยุดเต้น ไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองผู้ป่วยจะอยู่ได้เพียง 4-5 นาที หากนานกว่านั้นและทำ CPR หรือปั๊มหัวใจไม่ทัน แม้จะนำส่งโรงพยาบาลและกระตุ้นหัวใจให้กลับมาเต้นได้ แต่สมองจะตายกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราในที่สุด”

อีกโรคหนึ่งที่นักวิ่งและคนที่ชอบออกกำลังกายควรระวัง คือ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการ ต้องเข้ารับการตรวจจากแพทย์ถึงจะเจอเช่นกัน นพ.สุทิน กล่าวว่า หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว ผลที่ตามมาคือผู้ป่วยอาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต

“การเตรียมความพร้อมความปลอดภัยสำหรับการวิ่งเพื่อสร้างสุขภาวะ ไม่ใช่แค่ที่ตัวนักวิ่งเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจหลักอีกประการ คือ ต้องเตรียมงานบริการทางการแพทย์เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน

ในงานวิ่งบางแสน 21 ฮาล์ฟ มาราธอน 2018 ที่ผ่านมา มีทีมงานจัดเตรียมความพร้อมสำหรับงานนี้อย่างเต็มที่ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ชีพฉุกเฉิน อาสาสมัครทีมนักกายภาพบำบัด และแพทย์แผนไทย รวมกว่า 300 คน จัดจุดให้บริการทางการแพทย์ทุก 2 กม. ตลอดระยะทาง 21 กม. และเพิ่มความถี่ในช่วงใกล้เส้นชัยเป็น 13 หน่วยบริการทางการแพทย์ มีทีมจักรยานที่พกพาเครื่องกระตุ้นหัวใจดูแลนักวิ่งทุก 4 กม. และแพทย์นักวิ่งอาสาที่วิ่งปนไปกับนักวิ่งอื่นๆ อีก 10 คน รถกู้ชีพอีก 10 คัน รวมถึงมีศูนย์บัญชาการทางการแพทย์ที่เทียบได้กับโรงพยาบาลขนาดย่อมอีก 1 แห่ง

การเตรียมการทั้งหมดเข้มข้นในมาตรฐาน ที่ทางสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ (International Association of Athletics Federations) หรือ IAAF ระบุไว้

คุณหมอประจำขอบสนามอีกท่าน นพ.เกษม ใช้คล่องกิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ในฐานะผู้อำนวยการด้านการแพทย์ (Medical Director) แนะก่อนสมัครเข้าร่วมงาน นักวิ่งทุกคนต้องตอบคำถาม และกรอกรายละเอียดสุขภาพของตัวเองตามจริง หากใครเข้าข่ายมีภาวะไม่ปกติ ทีมงานจะคัดกรองและแยกกลุ่มไว้

โดยก่อนวิ่งจะมีการตรวจสุขภาพและตรวจหัวใจผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงว่าพร้อมหรือไม่ และในส่วนของผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจจะมีอุปกรณ์สัญญาณ GPS ให้ติดตามตัว และสามารถกดเรียกเจ้าหน้าที่กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ทันที

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ