posttoday

สัตว์โลก ไม่ยอมตาย

11 พฤศจิกายน 2561

66 ล้านปีก่อน หินจากอวกาศขนาด 10 กิโลกรัม

โดย 0000000 

66 ล้านปีก่อน หินจากอวกาศขนาด 10 กิโลกรัม ได้พุ่งเข้าชนโลกด้วยความเร็วกว่า 4 หมื่นกิโลเมตร/ชั่วโมง ในราตรีอันมืดมิดและหนาวเหน็บที่เกิดขึ้นตามมานั้น ไดโนเสาร์รวมทั้งสัตว์อื่นๆ ต่างสูญพันธุ์ไป แต่เมื่อฝุ่นจางลง ชีวิตก็หวนคืนสู่ความหลากหลายยิ่งกว่าเคย

หายนะนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชีวิตนั้นทรหดเพียงใด วันหนึ่งโลกอาจพบกับอุกกาบาตใหญ่กว่านี้อีก หรือดาวใกล้เคียงอาจระเบิดออกมาเป็นโนวาสาดรังสีใส่โลกก็เป็นได้ พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจะกวาดล้างสรรพชีวิตบนโลกหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและศูนย์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียนในด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ พยายามจะหาคำตอบที่ทำให้อุ่นใจถ้าหากมองจากมุมของชีวิตทั้งหลาย แต่ถ้ามองจากมุมของมนุษย์อย่างเดียวแล้ว ก็น่าหวั่นใจ

100 ปีแห่งการจำศีล

เพื่อจะทดสอบว่าชีวิตทนต่อหายนะแบบไหนได้บ้าง นักวิทยาศาสตร์จึงพุ่งเป้าไปยังสิ่งมีชีวิตที่ทรหดที่สุดเท่าที่นักวิทยาศาสตร์รู้จัก นั่นก็คือหมีน้ำ หรือ ทาร์ดิกราดา (Tardigrada)สิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วขนาด 0.05-1.5 มิลลิเมตรนี้มีไฟลัมเป็นของตัวเอง มันสามารถจำศีลได้ในแบบที่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นไม่อาจทำได้ใกล้เคียงนักเอาตัวรอดขนาดจิ๋วที่อยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำนี้ทนต่อความแห้งผากและกัมมันตรังสีได้ มากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 1,000 เท่า มันรอดอยู่ได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 150 องศาเซลเซียส และต่ำสุดถึงลบ 270 องศาเซลเซียส นานหลายนาทีด้วย ยิ่งกว่านั้นยังทนได้ทั้งสุญญากาศในอวกาศและแรงดันสูงลิบที่ใต้สมุทรลึก 60 กิโลเมตร อีกทั้งยังจำศีลได้นานกว่า 100 ปี จนสภาวะต่างๆ ดีขึ้น

นักวิทยาศาสตร์คำนวณผลลัพธ์ของหายนะ 3 อย่างจากอวกาศที่อาจจะเข้ามาโจมตีโลกได้ นั่นคืออุกกาบาตตก ซูเปอร์โนวา และรังสีแกมมาระเบิด ซึ่งเป็นอันตรายเนื่องจากปริมาณของรังสีคลื่นสั้นในคลื่นช็อกเวฟที่ส่งผลต่อโลก ในส่วนของอุกกาบาตก็ร้ายกาจเพราะพลังงานจลน์ที่เปลี่ยนเป็นความร้อนขณะพุ่งชน ที่ถึงขั้นเลวร้ายที่สุดคือ ชั้นบรรยากาศทั้งหมดอาจหายไป นักวิทยาศาสตร์สรุปแน่ชัดว่ามนุษย์ไม่มีทางรอดเลย แต่คำถามก็คือ หมีน้ำที่อยู่ในมหาสมุทรจะรอดหรือไม่

การคำนวณแสดงให้เห็นว่ารังสีจากซูเปอร์โนวา และการระเบิดของรังสีแกมมานั้นไม่ได้เป็นปัญหาโดยตรงกับหมีน้ำเลย ถ้าหากว่ามันอยู่ในน้ำลึกลงไปแค่ไม่กี่เมตร แค่นั้นน้ำก็ปกป้องมันได้แล้ว ภัยใหญ่ที่สุดก็คือความร้อนในมหาสมุทรที่เกิดจากรังสี หรือพลังงานจลน์ต่างหาก แต่กระนั้นก็ยังต้องใช้พลังงานปริมาณมหาศาลถ้าจะทำให้หมีน้ำสูญพันธุ์ นั่นคือมหาสมุทรทั้งโลกต้องเดือดพล่าน นักวิทยาศาสตร์สรุปไว้เช่นนั้น

พึงระลึกไว้ว่า นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณไว้ว่า อุกกาบาตตกบ่อยแค่ไหน ความเสี่ยงที่อุกกาบาต ระดับที่จะทำให้มหาสมุทรเดือดขณะตกสู่โลกในช่วงกว่า 1.2 หมื่นปี คือร้อยละ 0.01

นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่า ความเป็นไปได้ที่ชีวิตจะถูกกวาดล้างเพราะซูเปอร์โนวายิ่งน้อยลงไปอีก การคำนวณพลังงานที่ต้องใช้เพื่อทำให้มหาสมุทรเดือด แสดงให้เห็นว่าซูเปอร์โนวาจะต้องอยู่ห่างออกไปน้อยกว่า 0.13 ปีแสง แต่ซูเปอร์โนวาจะเกิดได้ก็ต้องมีขนาดใหญ่มากเท่านั้น และดาวใหญ่ขนาดนั้นที่อยู่ใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างออกไปถึง 150 ปีแสง

ซูเปอร์โนวาชนิดพิเศษที่ระเบิดออกมาเป็นรังสีแกมมาที่เข้มข้น มันจะต้องระเบิดจากขั้วของดาวที่ตายลงนั้น แล้วสาดออกมาเป็นรูปโคนแคบๆ ที่มีความเข้มข้นสูงมาก รังสีจึงจะสามารถก่อให้เกิดอันตรายไปได้ไกลถึง 45 ปีแสง แต่มีดาวน้อยมากที่สามารถระเบิดรังสีแกมมาออกมาได้และเมื่อระเบิด ก็มีความเสี่ยงน้อยที่ขั้วของดาวจะหันมาทางโลก ดาวที่ใกล้ที่สุดที่นักดาราศาสตร์คาดว่าจะระเบิดส่งรังสีแกมมาออกมาได้อยู่ห่างจากโลกมากกว่า 8,000 ปีแสง

5 ความสามารถที่ทำให้รอดชีวิต

ความเสี่ยงจากหายนะแห่งอวกาศที่จะกวาดล้างทุกชีวิตบนโลกนั้นน้อยมาก แต่ในประวัติศาสตร์ของโลกเรา ต่อให้เป็นหายนะเล็กๆ ก็ทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงต่อชีวิตบนโลกได้แล้ว อย่างน้อย ก็มีเหตุการณ์ 5 ครั้งที่อาจทำให้ชีวิตเสี่ยงสูญพันธุ์ และเป็นสาเหตุทำให้สปีชีส์ส่วนใหญ่หายสูญไป ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นช่วง 66 ล้านปีก่อน เมื่อไดโนเสาร์สูญพันธุ์ แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์อื่นๆ กลับรอดพ้นมาครองระบบนิเวศต่างๆ ที่จู่ๆ ก็ไร้ตำแหน่งผู้ครอบครอง

เหตุการณ์ทำนองนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สนใจว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะระบุลักษณะเฉพาะในสัตว์ ที่ทำให้พวกมันรอดพ้นวิกฤตมาได้ เดวิด โฮน นักบรรพชีวินวิทยา จากมหาวิทยาลัยควีนแมรี จากลอนดอน ได้ระบุถึงปัจจัย 5 ประการที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของสปีชีส์หนึ่งๆ

ประการแรกสุด การที่มีตัวเล็กนั้นเป็นเรื่องดี สัตว์เล็กๆ มักจะมีจำนวนมากกว่า มีลูกมากกว่า แพร่พันธุ์บ่อยครั้งกว่า ซึ่งเป็นความสามารถ 3 ข้อ ที่ช่วยให้สปีชีส์หนึ่งๆ ปรับตัวรับเงื่อนไขใหม่ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ สัตว์ขนาดเล็กยังต้องการอาหารน้อยกว่า จึงอยู่รอดได้ง่ายกว่าด้วย

ประการที่ 2 ถ้าเป็นสัตว์ที่ไม่เลือกอะไรมากก็มีโอกาสรอดมากกว่า เช่น อยู่รอดได้ในเงื่อนไข หลายๆ อย่าง หรือกินอาหารได้หลายๆ แบบ ประการที่ 3 โอกาสรอดจะมากขึ้น ถ้าสปีชีส์นั้นๆ พบได้ทั่วไป เพราะโดยปกติแล้ว หายนะมักจะส่งผลกับบางส่วนของโลก ประการที่ 4 การย้ายไปโน่นมานี่ได้อย่างอิสระก็นับว่าเป็นประโยชน์ และประการสุดท้าย เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรับมือกับวิกฤตได้ด้วยการจำศีล อย่างเช่นที่ตัวเม่นทำได้ หรือมีชีวิตอยู่รอดได้นานๆ โดยไม่มีอาหารหรือน้ำแบบอูฐ

เมื่อนำลักษณะของมนุษย์ไปเปรียบเทียบกับทักษะในการรอดชีวิตสำคัญๆ ทั้งหลายผลออกมานับว่าแย่ทีเดียว บางอย่างเราก็ทำได้ เช่น เราเป็นพวกไม่เลือกอะไรมาก อยู่ที่ไหนก็ได้ ย้ายไปโน่นมานี่ได้อย่างอิสระ แต่ปัจจัยอื่นๆก็มีความท้าทายมากกว่า นั่นคือเราไม่ได้มีขนาดตัวเล็ก และไม่ได้แพร่พันธุ์เร็วขนาดนั้น ร่างกายของเราก็ไม่ดีพอจะรับมือกับความขาดแคลน เราต้องการน้ำทุกวัน และต้องการอาหารเป็นประจำปริมาณมากทีเดียว เพื่อจะทำงานได้ และเราจำศีลไม่ได้

โอกาสเดียวที่มนุษย์จะอยู่รอดก็คือต้องเพิ่มระดับเทคโนโลยี ซึ่งเราป้องกันหายนะได้ เช่น หลีกเลี่ยงอุกกาบาต หรือซ่อมแซมโลกได้ถ้าหากเกิดอะไรขึ้น เช่น การสร้างบรรยากาศขึ้นมาใหม่ การสร้างสนามแม่เหล็กเทียม หรือการไปลากเอาดาวเคราะห์น้อยที่มีน้ำมาจากที่อื่นๆ ในระบบสุริยะ ถ้าสปีชีส์ของเราจะอยู่รอดได้ในระยะยาว เราต้องกระจายออกไปยังดาวอื่น ไม่ว่าจะทำอะไร ชีวิตต่างๆ ในโลกก็จะยังมีชีวิตอยู่รอดไปได้อีกเป็นล้านๆ ปี

ข่าวล่าสุด

พม. จับมือทรู-มูลนิธิออทิสติกไทย ฉลอง 15 ปี หนุนนวัตกรรมเพื่อความเท่าเทียม