posttoday
การเลือกตั้งครั้งที่วุ่นวายที่สุดในประเทศไทย?

การเลือกตั้งครั้งที่วุ่นวายที่สุดในประเทศไทย?

28 ตุลาคม 2561

อุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นได้เสมอ!

โดย ทวี สุรฤทธิกุล 

อุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นได้เสมอ!

แม้ว่าประกาศของ คสช.จะห้ามไม่ให้พรรคการเมืองต่างๆ “หาเสียง” แต่ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองหลายๆ พรรคก็เหมือน “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” เพราะเมื่อดูจากข่าวสารทางสื่อต่างๆ ก็เห็นแต่ภาพความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองเหล่านั้นพากัน “ลงพื้นที่” แล้วนำเสนอตัวตนให้โดดเด่นอย่างคึกคัก ซึ่งทาง กกต.ก็ได้แต่ส่งเสียง “ฮึ่มๆ” ว่าอย่าทำผิดนะ เดี๋ยวจะถูกยุบพรรค แต่ก็ไม่เห็นมีพรรคการเมืองไหนที่จะหวาดหวั่น แถมยัง “ศอกกลับ” ไปยัง กกต.ว่าลองยุบพรรคดูสิ ระวังจะเกิดความวุ่นวายและอาจถึงขั้น “ไม่มีเลือกตั้ง”

ผู้เขียนนึกถึงทฤษฎีรัฐศาสตร์ทฤษฎีหนึ่งของแซมมวล ฮันติงตัน ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ทฤษฎีกาต้มน้ำร้อน” (The Boiling PotTheory) ที่อธิบายถึงปัจจัยที่นำมาซึ่ง “ความวุ่นวายทางการเมือง” โดยเกิดจากการที่สังคมถูกกดทับและปิดแน่นด้วยอำนาจเผด็จการเหมือนกาใส่น้ำที่ถูกปิดฝาไว้ ในขณะที่สภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ความเป็นประชาธิปไตยและความต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง “สุมรุม” อยู่รายรอบ ซึ่งได้เพิ่มอุณหภูมิ “ความร้อน” ให้ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำในกาคือผู้คนในสังคมเกิดความตื่นตัว เหมือนน้ำที่กำลังเดือด ที่สุดเมื่อความร้อนซึ่งก็คือสังคมที่ตื่นตัวนั้นเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดเดือด ก็จะปะทุเป็นไอน้ำ เพิ่มแรงดันหาทางออก แต่ว่าฝากากลับปิดแน่นไว้ ที่สุดกาก็จะระเบิดออก น้ำที่เดือดนั้นก็จะมาราดล้างฟืนไฟ ซึ่งก็คือการทำลายล้างประชาธิปไตยและบรรยากาศของการมีส่วนร่วม ระบบการเมืองทั้งระบบนั้นก็ย่อยยับ

ทฤษฎีนี้ได้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยมาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งแรกนั้นก็ในคราวที่คนกรุงเทพฯ ประท้วงเลือกตั้งสกปรกในเดือน ก.พ. 2500 อันนำมาซึ่งการทำรัฐประหาร โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อมาก็เหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ที่นักศึกษาประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่ทหารรวมถึงเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2535 ที่ประชาชนในกรุงเทพฯ ลุกขึ้นขับไล่ทหารอีกเช่นกัน ทั้งนี้ด้วยเหตุปัจจัยที่คล้ายๆ กัน คือ “ความไม่พอใจ” ต่อระบอบเผด็จการที่ครอบงำการเมืองไทยอยู่ในแต่ละห้วงเวลานั้น และถ้าจะใช้ทฤษฎีนี้มาจับวัดการเมืองในปี 2548 ที่นำมาสู่การรัฐประหารในปี 2549 รวมถึงการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก็คงจะอนุมานได้ว่าเป็นเหตุปัจจัยที่เกิดจากการครอบงำการเมืองในระบบรัฐสภาของ “กลุ่มทุนสามานย์” อันเป็นเผด็จการอีกแบบหนึ่ง ซึ่งได้ “สุมรุม” สังคมไทยจนระเบิดออกมาในทุกครั้งดังกล่าว

อย่างที่ผู้เขียนได้เคยนำเสนอความเห็นไว้ในบทความนี้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “ทหารอาจจะไม่ทันเกมการเมือง” พูดตรงไปตรงมาก็คือ ถ้าหากเรามองว่า “ทหารคือผู้บริสุทธิ์” คือในการทำรัฐประหารทุกครั้งทหารกระทำไปด้วย “เจตนาดี” คือเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและเพื่อที่จะสร้างการเมืองใหม่ “ที่ดีกว่า” แต่ทหารก็ไม่ได้ลงมือทำเองทั้งหมด

อาจจะด้วยทหารไม่มีความสามารถเพียงพอ หรือทหารอยากจะทำให้ดูเหมือนว่าทหารเป็น “คนใจกว้าง” แล้วก็ให้หลายๆ ฝ่ายมาช่วยกันคิดมาช่วยกันทำ อย่างกรณีของ คสช.นี้ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าได้ปล่อยให้หลายๆ ฝ่ายเข้ามา “มะรุมมะตุ้ม” ในหลายๆ เรื่องมาตั้งแต่แรก ทั้งในการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปประเทศ และการวางยุทธศาสตร์ชาติ โดยเราก็มองเห็นว่าทหารค่อนข้างที่จะ “สับสน” ทำอะไรไม่ถูก ถึงขั้นล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้นทิ้งไป พร้อมกับโละทิ้งสภาปฏิรูปแห่งชาติไปพร้อมๆ กันซึ่งหลายคนก็มองว่าอาจจะเป็นเหตุผลที่ทหาร “ไม่ได้ดังใจ” แต่ผู้เขียนกลับมองว่า “ทหารไม่ทันเกม”

“เกม” ที่ว่านี้ก็คือ “การสร้างการเมืองใหม่” โดยที่ทหารอาจจะมอบนโยบายหรือกรอบความคิดให้แก่กลุ่มคนต่างๆ ไป แล้วให้ไปจัดทำมา อย่างเช่น การร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตีโจทย์ผิดทั้งสองฉบับ โดยเฉพาะฉบับของอาจารย์มีชัยที่ตีโจทย์ว่า “ปราบโกง” แต่กลับสร้างกลไกอันสับสน ที่ทำให้กลไกในการตรวจสอบการโกงที่สำคัญคือรัฐสภามีความอ่อนแอ รวมถึงกลไกที่ยังให้ “อำนาจเผด็จการ” นั้นเป็น “ปีศาจ” ที่ยังทอดเงาทะมึนอยู่เหนือองค์กรต่างๆ ทางการเมือง อันจะนำมาซึ่ง “ไฟต้มกาน้ำ” ให้สังคมไทยระเบิดออกมาก็เป็นได้

กลไกที่มีความทุกข์มากที่สุดในระยะนี้ก็คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) เพราะดูเหมือนกำลัง “ถูกสั่ง” ให้ทำงานบางอย่างเพื่อควบคุมพรรคการเมืองและนักการเมือง “ที่ไม่พึงปรารถนา” ของผู้มีอำนาจ หรือถ้าผู้มีอำนาจไม่ได้สั่ง แต่ท่าทีจดๆ จ้องๆ ของ กกต.ก็ดูเหมือนว่าจะสนองต่อความต้องการของผู้มีอำนาจนั้นก็อาจจะเป็นได้ เพราะภายใต้สังคมของการสื่อสารที่เปิดกว้าง ไม่มีใครที่จะปิดกั้นความคิดเห็นของสาธารณชนอันเสรีนี้ได้ ซึ่ง กกต.ได้กลายเป็น “จำเลยสังคม” ที่น่าจะต้องรับทุกข์เช่นนี้ไปอีกนานเท่านาน

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีการคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง (หากมี) จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ “วุ่นวายที่สุด” ในประเทศไทย ด้วยแนวคิดที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง “ลงรูท่อ” ตามที่ผู้มีอำนาจกำหนด โดยที่ผู้มีอำนาจก็ไม่เข้าใจถึงกระแส “ประชาภิวัฒน์” ภายใต้โลกสมัยใหม่ที่ไร้พรมแดน ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นตั้งแต่การจัดตั้งพรรคการเมือง (อย่างที่ทุกคนก็เห็นอยู่) แล้วก็จะวุ่นวายไปจนถึงการคัดเลือกผู้สมัครทั้งในพรรคการเมืองเดียวกัน และระหว่างพรรคที่เป็นนอมินีอันซับซ้อน

ซึ่งก็แน่นอนว่าหลังเลือกตั้งก็จะวุ่นวายไม่จบสิ้น

อย่างที่เคยมีคนพูดว่า “ยุ่งตายอหิวาฯ”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ