
เศรษฐกิจรอบสัปดาห์
อุตสาหกรรมยกเลิกอายุใบอนุญาตรง.4
อุตสาหกรรมยกเลิกอายุใบอนุญาตรง.4
นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เตรียมปลดล็อกกระบวนการขอต่ออายุ ร.ง.4 ที่มีอายุ 5 ปี/รายใหม่ โดยให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศประมาณ 8 หมื่นราย ไม่ต้องต่ออายุใบอนุญาตโรงงาน ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์คือผู้ประกอบการโรงงานทั่วประเทศ และมาตรการนี้จะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก อีกทั้งจะช่วยลดภาระความยุ่งยากและเพิ่มความน่าเชื่อถือในการลงทุน
ทั้งนี้ ปกติผู้ประกอบการต้องเสียค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตต่อครั้งเฉลี่ย 1,500-6 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับขนาดแรงม้าของโรงงาน พร้อมกันนี้เตรียมแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้ประกอบการในต้นปีหน้า ส่วนหลักการใหม่จะให้ผู้ประกอบการโรงงานเป็นฝ่ายรับรองตนเอง
ต่างชาติเทขายหุ้นไทย ดึงดัชนีติดลบ
ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงต่ำกว่า 1,700 จุด โดย SET ปิดตลาดที่ระดับ 1,628.96 จุด ลดลง 2.34% มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 11.57% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 55,770.91 ล้านบาท
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองนักลงทุนต่างชาติยังคงเทขายอย่างต่อเนื่อง และมีความกังวลกับเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลงจากผลของสงครามการค้า ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง รวมถึงตัวเลขการส่งออกของไทยที่หดตัวมากกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ แต่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สามารถฟื้นตัวขึ้นและลดช่วงลบลงในช่วงปลายสัปดาห์ หลังมีแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนของกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ
สมคิดเพิ่มงบกองทุนช่วยรากหญ้าเป็นแสนล้าน
สัปดาห์ที่ผ่านมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปมอบนโยบายให้กระทรวงการคลัง โดยให้คลังหามาตรการรับมือเศรษฐกิจปีหน้าที่จะชะลอตัวลงจากหลายปัจจัย เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในให้มากขึ้น
ดังนั้น จึงได้มีนโยบายจะเพิ่มเงินกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากขึ้นจาก 4.6 หมื่นล้าน เป็น 1 แสนล้านบาท โดยขอเงินงบประมาณปี 2562 มาใช้เน้นช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ผ่านมายังได้รับความช่วยเหลือน้อย โดยให้คลังสรุปมาตรการช่วยเหลือให้เสร็จภายในปีนี้ เพื่อเสนอ ครม.และจะเริ่มได้ในปีนี้
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เริ่มสำรวจความต้องการของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องการความช่วยเหลือในด้านใดเพิ่มเติม
เอสซีจีรื้อแผนธุรกิจฝ่าเศรษฐกิจโลก
จากการติดตามสถานการณ์สงครามการค้าและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี ต้องออกมาปรับแผนในการดำเนินธุรกิจครั้งใหญ่ ด้วยการวาง 6 กลยุทธ์ เพื่อรับมือและรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจ พร้อมตั้งเป้ารายได้จากการขายรวมทั้งปีโตขึ้น 7%
สำหรับแผนงานที่จะดำเนินการนั้น ประกอบด้วย เปิดตลาดใหม่และส่งออกมากขึ้น เช่น จีนและสหรัฐ ซึ่งเป็นโอกาสของสินค้าไทยทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังจะทบทวนโครงการและต้นทุนการลงทุนทั้งโครงการใหม่และโครงการที่ดำเนินการในขณะนี้ ด้วยการขายหรือหาพาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยง







