
กลับไปอ่าน‘การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี’ (6)
จดหมายเหตุความทรงจำฯ บันทึกเหตุการณ์ “ร้าย”
โดย นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
จดหมายเหตุความทรงจำฯ บันทึกเหตุการณ์ “ร้าย” ตั้งแต่ต้นรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว ว่า “โปรดหม่อมฉิมหม่อมอุบล ประทมอยู่คนละข้าง วิบัติหนูกัดพระวิสูตร์รับสั่งชิตภูบาลชาญภูเบศ ฝรั่งคนโปรดทั้งคู่ ให้เข้ามาไล่จับหนูใต้ที่เสวยในที่ด้วย เจ้าประทุมทูลว่าฝรั่งเป็นชู้กับหม่อมฉิมหม่อมอุบล กับคนรำสี่คนเปนหกคนด้วยกัน รับสั่งถามหม่อมอุบลไม่รับ หม่อมฉิมว่าจะยังเปนมเหษีคี่ซ้อนฤามาตายตามเจ้าพ่อเถิด รับเปนสัตย์หมด ให้เฆี่ยนเอาน้ำเกลือรดทำประจานด้วย แสนสาหัสประหารชีวิตร์ผ่าอกเอาเกลือทา ตัดมือตัดเท้าสำเร็จโทษเสร็จแล้ว ไม่สบายพระไทยคิดถึงหม่อมอุบล ว่ามีครรภ์อยู่สองเดือน ตรัสว่าจะตายตามหม่อมอุบล ว่าใครจะตายกับกูบ้าง เสมเมียกรมหมื่นเทพพิพิธว่าจะตามเสด็จ หม่อมทองจันทร์ หม่อมเกษ หม่อมลา สั่งบุษบาจะตามเสด็จด้วย ประทานเงินคนละ 1 ชั่ง ให้บังสกุลตัว ทองคนละ 1 บาท ให้ทำพระแล้วให้นั่งในแพหยวก นิมนต์พระเข้ามาบังสกุล แล้วจะประหารชีวิตคนที่ยอมตามเสด็จนั้นก่อน แล้วท่านจะแทงพระองค์ท่านตามไปอยู่ด้วยกันเจ้าข้า พระสติฟั่นเฟือนเจ้าคุณใหญ่ทรงกันดาร กับเตี่ยหม่อมทองจันทร์ นิมนต์พระเข้ามามากชุมนุมสงฆ์ถวายพระพร ขออย่าให้ทำหาควรไม่ ว่าที่จะได้พบกันนั้นหามิได้แล้ว ถวายพระพรขอชีวิตรไว้ ได้พระสติคืนสมประดี”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2312 “ ... เสด็จกลับมากรุงธนบุรี นางห้ามประสูตรเจ้า ท่านสงไสยว่าเรียกหนเดียวมิใช่ลูกของท่าน รับสั่งให้หาภรรยาขุนนางเข้าไปถาม ได้พยานคนหนึ่ง ว่าผัวไปหาหนเดียวมีบุตร จึงถามเจ้าตัวว่าท้องกับใครว่าท้องกับเจ๊ก เฆี่ยนสิ้นชีวิตรในฝีหวาย...”
แสดงให้เห็นพื้นฐานความ“ไม่ปกติ” ของพระองค์มาแต่ต้นรัชกาลแล้ว ช่วงปลายรัชกาล พ.ศ. 2323เมื่อทรงเชื่อว่าจะเหาะได้ ก็ปรากฏในจดหมายเหตุว่า “...ให้เจ้าวัดจัดแจงทำเครื่องบนขึ้นบุรณปฏิสังขรณ์ โดยกำลังสมณะเปนหลายวัด ให้ปลูกไม้ไผ่ 1000 ไม้แก่น 1000 ไว้ท่าท่าน ผู้มีบุญจะมาข้างน่าจะได้สร้างปราสาทไม้ไผ่จะทำร่างร้าน ไม้แก่นดูกในก่อตั้งเสาปราสาทปลูกไว้สำหรับผู้มีบุญจะมา พระองค์ท่านจะเหาะแล้ว ให้แต่งสำเภาทรงพระราชสาสน์ไปถึงพระเจ้าปักกิ่งว่าจะขอลูกสาวพระเจ้าปักกิ่ง ให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช ผู้เถ้ากับหลวงนายฤทธิ์ หลวงนายศักดิ์ เปนราชทูตหุ้มแพรมหาดเล็กเลวไปมาก แต่งเครื่องบรรณาการไปกล่าวขอลูกสาวเจ้าปักกิ่ง...”
ความในจดหมายเหตุนี้ มีเรื่องการขอพระธิดาพระเจ้ากรุงจีนด้วย ซึ่งตรงกับที่ อาจารย์นิธิ กล่าวถึงเรื่องนี้ แต่อ้างอิงจากหลักฐานอื่น (การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี น.385-387)
เรื่องการขอพระธิดาพระเจ้าปักกิ่งนี้ น่าจะแสดงถึงความผิดปกติของพระองค์ท่าน แต่อาจารย์นิธิ ตีความว่าเป็น “ที่เข้าใจได้ดี” “เมื่อพิจารณาจากแง่มุมทางการเมือง” “เพราะ ... ไม่ใช่เรื่องประหลาดที่พระเจ้าแผ่นดินเมืองน้อยจะขอธิดาพระเจ้ากรุงจีนไปอภิเษก” และเป็น “ความพยายามของพระองค์ที่จะแสดงอาณาบารมีส่วนพระองค์แก่ประชาชน กล่าวคือเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใด เพราะได้บรรลุถึงมาตรฐานของ วีรกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ตามอุดมคติแล้ว”
จดหมายเหตุความทรงจำฯ มีข้อความอีกตอนหนึ่งว่า “แล้วกริ้วข้างในนางอยู่งาน ลูกขุนนางไม่ใช้ ให้เก็บลูกพลเรือน ชาวตลาด ญวนงานกลางยกขึ้นไปเปนนางอยู่งาน มารดาเจ้าอยู่งานเก่า ให้เปนเข็ญใจโทษนุ่งเล็ดงาห่มผ้าวาสลึง ขับเจ้าหอกลางไปอยู่ที่วังนอก เจ้าลูกเธอทรงผนวช แล้วเงินนอนเจ้าลูกเธอข้างในองค์ละ 100 ชั่ง ทองเครื่องประดับ 1 ชั่ง มอบให้พี่เลี้ยงนางนมคุมของไว้ พี่เลี้ยงยกขึ้นไปเปนสมศรีสมทรง ดูพระจริตฟั่นเฟือนเข้าแต่ ฆ่าญวน...”
กรณีดังกล่าวนี้ อาจารย์นิธิ ตีความว่าเป็นเรื่อง คนละ “มาตรฐาน” การที่พระเจ้ากรุงธนบุรียกย่องคนที่มีฐานะทางสังคมต่ำไว้สูงคือเป็นเมียเจ้านั้น ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เพราะพระเจ้ากรุงธนบุรี “ไม่ได้ยอมรับสถานภาพทางสังคมในระบบนี้อยู่แล้ว” (น. 398) และความเดือดร้อนต่างๆ ที่บรรยายไว้ อาจารย์นิธิ ก็เห็นว่า “เป็นปัญหาของคนชั้นสูงเพียงหยิบมือเดียว” ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่คนจำนวนมากยอมรับไม่ได้ เพราะฝืนประเพณีอย่างชัดแจ้งและรุนแรง
นอกจากจดหมายเหตุความทรงจำฯ แล้ว อาจารย์นิธิ ยอมรับว่ามี “หลักฐานว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีเสียพระจริต ซึ่งมีขึ้นเมื่อก่อนหน้าที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตนั้น มีอยู่เพียงแห่งเดียว คือ คำกล่าวของพระยาจักรีเองต่อนายทัพญวน เมื่อเจรจาหย่าศึกกัน” (น.509) ซึ่งความจริงก็เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมาก เพราะเป็นเหตุที่ทำให้พระยาจักรีต้องตัดสินใจเจรจาหย่าศึก เพื่อกลับมา “ปราบจลาจล” ไม่เช่นนั้นก็จะต้องทำศึกสองหน้า ซึ่งไม่พึงกระทำ
อันที่จริงอาการพระสติฟั่นเฟือนของพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นเรื่องที่รับรู้ และก่อผลกระทบอย่างกว้างขวางจนมีการบันทึกในเอกสารของบาทหลวง ต่างชาติที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในสมัยนั้น และที่อื่นๆ แต่เพื่อสนับสนุนทฤษฎีเรื่อง “การเมืองแบบชุมนุม” ของพระเจ้ากรุงธน และทฤษฎีเรื่องอุดมการณ์ที่จะฟื้นฟูโบราณราชประเพณีของกลุ่มผู้ดีอยุธยา ทำให้อาจารย์นิธิพยายามลบล้างหลักฐานทั้งหมดในเรื่องสติวิปลาส อ้างว่า บันทึกขึ้นภายหลังบ้าง จงใจปล่อยข่าวใส่ร้ายบ้าง ตกแต่งพงศาวดารบ้าง
การเกิดเหตุจลาจลในกรุงธนบุรี ที่พระยาสรรค์เข้ามายึดอำนาจนั้น แน่นอนว่ามิใช่การวางแผนของกลุ่ม “ผู้ดีอยุธยา” เพราะคนที่ฉลาดระดับเจ้าพระยาจักรีจะวางแผนทำรัฐประหารในขณะที่ยกทัพไปทำศึกนอกประเทศได้อย่างไร และในที่สุดพระยาสรรค์ก็ถูกประหาร
อาการ “ดุร้าย” ของพระเจ้ากรุงธน ที่จริงเป็น “พื้นเดิม” ของพระองค์มาแต่ต้นรัชกาลแล้ว และอาการ “ระแวง” (Paranoid) ก็เป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่ง แต่อาจารย์นิธิ ก็ตีความว่า เพราะ “ขาดความมั่นคง” และเพราะ “พระราชอำนาจเสื่อมลงไปในปลายรัชกาล” (น.389-393) ความจริงเพราะอาการทางจิตเป็นเหตุ จึงเกิดผลคือทำให้พระราชอำนาจเสื่อมลงไปในปลายรัชกาล
โรคอารมณ์แปรปรวนหรืออารมณ์สองขั้ว เป็นโรคที่พบบ่อยเกิดขึ้นได้กับคนจำนวนมาก พระเจ้า กรุงธนบุรีเผชิญกับความเครียดทั้งเรื่องสงครามและเรื่องส่วนพระองค์ตั้งแต่ต้นรัชกาลแล้ว หลังศึกพิษณุโลกบ้านเมืองก็แทบเสียแก่พม่าข้าศึกอีกครั้ง การที่ทรงพึ่งพระกรรมฐาน นอกจากไม่มีหลักฐานว่าจะช่วยรักษาพระอาการได้แล้ว ยังอาจเป็นเหตุให้โรคกำเริบมากขึ้น โดยการแพทย์สมัยนั้นยังล้าหลังมาก จึงเป็นเหตุให้ต้องทรงตกอยู่ในชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนั้น







