
ทางออกของการผลิตและพัฒนากำลังคนในโลกยุคใหม่ (1)
มุมมองเชิงมหภาคของการผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคไทยแลนด์ 4.0
โดย ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
มุมมองเชิงมหภาคของการผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งประเทศไทยยังมีกลิ่นอายของประเทศที่มีประชากรทำมาหากินในภาคเกษตรอยู่เป็นจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 11.6 ล้านคน (ลดลงไป 1 ล้านคนใน 10 ปี) แต่สร้างรายได้ให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ในปี 2560 ได้เพียง 0.61 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 5.9 ของ GDP โดยรวมเท่านั้น เมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ภาคเกษตรจึงไม่ใช่แหล่งรายได้ที่สำคัญ แต่เป็นวัตถุดิบที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
จุดแข็งของภาคเกษตรคือมีที่ดินมากกว่า 60 ล้านไร่ มีน้ำชลประทานมากกว่า 30 ล้านไร่ มีคนทำงานเกือบ 12 ล้านคน จุดอ่อนของเกษตรกรคือมากกว่า 8 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 70 มีภูมิหลังการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า อายุเฉลี่ยเกือบ 60 ปี จัดเป็นเกษตรกรผู้สูงอายุ ที่ยากจะยกระดับด้วยเทคโนโลยีแต่ยังมีเกษตรกรอีกมากกว่า 3 ล้านคน ที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับประถมมีความหวังที่จะพัฒนาให้เป็นเกษตรกร 4.0 (Smart Farmer) ได้จำนวนหนึ่ง จุดอ่อนที่ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญจากการศึกษาของทีดีอาร์ไอคือ เกษตรกรติดกับดักรายได้ต่ำไม่แน่นอนและหนี้สินล้นพ้นตัว ถึงแม้จะทำงานหนัก (มากกว่า 10 ชั่วโมง/วัน) แต่ก็ได้เงินน้อยมากส่วนมากมีเงินออมน้อยและในที่สุดตกอยู่ในสภาพจนก่อนชราภาพ
ทางออกจึงเหลือไม่มากที่จะพัฒนาเกษตรกร เช่น อาจจะแบ่งเกษตรกรเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก พวกที่ตั้งเป้าไว้เพียงทำอย่างไรให้มีกิน หมดหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น วิธีการก็คือปฏิบัติตามแนวทางรัฐบาลซึ่งส่งเสริมโดยเน้นการพัฒนาด้วย “ศาสตร์พระราชา” หรือ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผสมผสานกับทฤษฎีใหม่” โดยรัฐบาลอาจจะต้อง Set Zero เกษตรกรเหล่านี้ก่อนคือ หยุดพักหนี้และดอกเบี้ยอย่างน้อย 5 ปีก่อนเป็นแรงจูงใจให้เข้าโครงการฟื้นชีวิต ซึ่งเชื่อว่าพวกเขาจะมีกินและมีเงินทยอยใช้หนี้และดอกเบี้ยคืนได้ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป ภายในระยะเวลาอีก 10 ปี ก็น่าจะปลดหนี้ได้เป็นส่วนใหญ่
กลุ่มที่ 2 พวกที่พอมีความรู้ให้เน้นทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ด้วยการทำการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการฟาร์มสมัยใหม่ และสนับสนุนให้รวมแปลงให้เป็นเกษตรแปลงใหญ่ ตามแนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมาบ้างแล้ว โจทย์ที่เหลือจึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องทุ่มเทให้กลุ่มเกษตรกรทำการผลิตเชิงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ (เกษตร 4.0) โดยใช้ตลาดนำทาง หากดำเนินการจนประสบผลสำเร็จจะทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้สามารถปลดหนี้ มีเงินออมเพื่อคุณภาพชีวิตของครอบครัว และแรงงานกว่า 2 ล้านคนที่ขายแรงงานอยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งปัจจุบันได้ค่าแรงค่อนข้างต่ำเฉลี่ยประมาณ 5,000 บาท หรือประมาณ 200 บาท/วัน ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำก็จะพลอยได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่อวันสูงขึ้นตามไปด้วย
สำหรับสาขาบริการซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดที่มีสัดส่วนใน GDP 6.03 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 58.5 มีแรงงานที่อยู่ในสาขานี้มากกว่าสาขาการเกษตรและอุตสาหกรรม ในต้นปี 2561 มีแรงงานจำนวนประมาณ 17 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 45.5 อาจจะกล่าวได้ว่าสาขาบริการสามารถดูดซับกำลังแรงงานที่เพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปี และแรงงานที่เคลื่อนย้ายมาจากสาขาเกษตรไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน สาขานี้มีผู้จบระดับสูงกว่าระดับประถมศึกษาประมาณ 12 ล้านคน หรือร้อยละ 70 และเป็นแหล่งรองรับผู้จบปริญญาตรีและปริญญาโทสูงที่สุดเทียบกับทุกสาขาบริการ จำนวน 4.7 ล้านคน หรือร้อยละ 28 โดยสาขาย่อยที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ๆ คือ สาขาขายส่งขายปลีกและซ่อมบำรุงมีแรงงานมากกว่า6 ล้านคน และสาขาโรงแรม ท่องเที่ยวและภัตตาคารเกือบ 3 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีภูมิหลังการศึกษาค่อนข้างดีน่าจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 และบริการ 4.0 ได้ดีในภาพรวม
บางสาขาบริการที่มีการแข่งขันสูงและมีข้อจำกัดในการสร้างรายได้ต้องหันมาลดต้นทุนเป็นสำคัญ เช่น สาขาที่เกี่ยวข้องกับการเป็นตัวกลางทางการเงินมีคนทำงานมากกว่า 4 แสนคน การรุกเข้ามาของโลก ดิจิทัล เช่น FinTech ทำให้เกิดบริการออนไลน์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องมีสาขาบริการจำนวนมากใกล้ผู้รับบริการไม่จำเป็นและไม่คุ้มทุนอีกต่อไปทำให้ต้องปิดสาขา ถ้าพนักงานไม่สามารถปรับตัวได้กับการเปลี่ยนแปลงก็จะต้องลาออก
อีกสาขาที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงมีคนทำงานเพิ่มขึ้นปีละหมื่นคนต่อเนื่องมานับ 10 ปี มีคนทำงานในปัจจุบันมากกว่า 1.1 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรครูและอาจารย์จำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอน 2 เรื่อง คือ ไม่มีความรู้ที่ทันสมัยเพียงพอที่จะสอนเด็กนักเรียนและนักศึกษาให้ทันยุคทันสมัย (ในศตวรรษที่ 21) อาจจะมีบางส่วนต้องลาออกไป
อีกปัญหาหนึ่งที่ต้องเผชิญก็คือถึงแม้ครูอาจารย์จะปรับตัวได้ดี แต่ไม่มีเด็กนักเรียนนักศึกษาให้สอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเด็กเข้าเรียนลดลงจากที่เคยเข้าเรียนชั้น ป.1 ไม่ต่ำกว่า 1.4 ล้านคน ปัจจุบันเหลือเพียง 0.7 ล้านคนเศษเท่านั้น ผลต่อเนื่องก็คือจำนวนเด็กต่อชั้นเรียนในระดับ สพฐ. หรือนักศึกษาที่เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยบางสาขาวิชามีเด็กลดลง และ/หรือไม่จำเป็นต้องเข้ามาเรียนแบบเดิมๆ แต่ปรับเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ (ในอนาคต) ผลคือปริมาณค่าเล่าเรียนและเงินอุดหนุนมีไม่พอจ่ายเงินเดือนครูอาจารย์และค่าดูแลอาคารสถานที่ในภาวะการแข่งขันสูง ในที่สุดผู้แพ้ก็ต้องปิดสาขาวิชา และ/หรือต้องปิดสถานศึกษาต้องยกเลิกการจ้างครูอาจารย์ ซึ่งน่าจะเกิดก่อนกับการศึกษาเอกชนที่ปรับตัวเองไม่ได้ในทุกระดับการศึกษาฟ







