
หัวเว่ยเสียท่า ถึงเวลามวยรองรุก 5จี
“จีน” อาจเคยได้ชื่อว่าเป็นชาติที่ใกล้ขยับขึ้นสู่หัวแถวของโครงข่าย 5จี
โดย นันทิยา วรเพชรายุทธ
“จีน” อาจเคยได้ชื่อว่าเป็นชาติที่ใกล้ขยับขึ้นสู่หัวแถวของโครงข่าย 5จี แห่งอนาคตในเวทีโลกมาก่อน ไม่ว่าจะมองในแง่การลงทุนมหาศาลที่ทำให้จีนใกล้จะได้ใช้ 5จี ในเชิงพาณิชย์ก่อนใคร หรือในแง่ของมาร์เก็ตแชร์ด้านสถานีฐานในยุคปัจจุบัน ทว่าหลังจากที่เผชิญแรงต้านทางการเมืองอย่างหนักจากสหรัฐ และทำให้ความรู้สึก “ไม่ไว้วางใจ” ขยายวงกว้างออกไปถึงประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย อนาคต 5จี ของจีนในเวทีโลกก็ต้องตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอนตามมาหลังจากนั้น
อย่างไรก็ตาม วิกฤต 5จี ของจีนในวันนี้ กำลังจะกลายเป็นโอกาสของมวยรองอีกหลายค่ายในอนาคต ที่เคยเป็นรองจีนในการพัฒนาระบบนี้อยู่
ล่าสุดมีรายงานว่า บริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (SamsungElectronics) จากเกาหลีใต้ ได้ร่วมมือผนึกเป็นพันธมิตรกับค่าย เอ็นอีซี (NEC) จากญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบ 5จี หวังรุกตลาดสหรัฐและประเทศอื่นๆ ในยามที่ค่ายไอทีจากจีนกำลังเพลี่ยงพล้ำจากศึกการเมืองแล้ว
สำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า เอ็นอีซีจะร่วมมือกับซัมซุงพัฒนาเรื่องสถานีสัญญาณ ซึ่งจะเน้นที่ตลาดสหรัฐและญี่ปุ่นก่อน โดยฝ่ายซัมซุงจะเป็นผู้พัฒนาสัญญาณฐานที่ใช้คลื่นความถี่สูง โดยมีเป้าหมายจะขายให้กับค่ายเอ็นทีที โดโคโม (NTT Docomo) ในตลาดญี่ปุ่นต่อไป ในขณะที่ฝั่งเอ็นอีซีจะพัฒนาสถานีฐานที่ใช้คลื่นความถี่ต่ำ โดยทั้งสองบริษัทนี้จะจัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้แก่กัน
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ซัมซุงยังเริ่มแสดงสัญญาณเอาจริงถึงการรุกตลาด 5จี มากขึ้น โดยเข้าซื้อบริษัท ซีแลบส์ ในสเปน ซึ่งเป็นบริษัทที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) วิเคราะห์ข้อมูลเครือข่าย โดยเป็นการลงทุนด้านนี้ต่อเนื่องหลังจากที่ทุ่มไป 25 ล้านล้านวอน (ราว 7.3 แสนล้านบาท) เข้าลงทุนด้านเอไอ 5จี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์มาแล้ว
แน่นอนว่าหากเทียบเรื่องโครงสร้างสถานีฐานในระดับโลกแล้ว ทั้งสองรายนี้ไม่อาจเทียบกันได้เลยกับจีนที่นำโดยหัวเว่ย และแซดทีอี หรือฝั่งยุโรปที่นำโดย อีริคสัน และ โนเกีย
นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า หากดูสัดส่วนการตลาดเรื่องสถานีฐานในปัจจุบัน จะพบว่าหลักๆ ยังเป็นของ 4 เจ้าใหญ่ นำโดย หัวเว่ย 28% อีริคสัน 27% โนเกีย 23% และแซดทีอี 13% ขณะที่ซัมซุงมีสัดส่วนเพียง 4%เอ็นอีซีและฟูจิตสึอีกรายละ 1% และที่เหลือเป็นของค่ายอื่นๆ รวมกัน
จีนเองยังเริ่มขยับชั้นในส่วนของการผลิตชิปเองมากขึ้นด้วย ซึ่งหัวเว่ยเพิ่งประกาศชิป 5จี ออกมาเป็นครั้งแรกเมื่อไม่นานนี้กับ Balong 5G01 ท่ามกลางความคุกรุ่นของการกีดกันการค้าและสงครามไอทีที่ลามสู่อุตสาหกรรมชิปเซตโลก
กระนั้นก็ตาม การเพลี่ยงพล้ำของฝ่ายจีนในตลาดใหญ่ก็ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้รายย่อยต่างๆ ได้มีโอกาสพอจะขึ้นมาแข่งขันได้ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้รายใหญ่ของโลกจากฝั่งยุโรปอย่าง อีริคสัน และโนเกีย ได้ขยับขึ้นแท่นผู้นำในศึก 5จี ได้ง่ายขึ้น
แม้ว่าก่อนหน้านี้ เอ็นอีซีจะไม่ประสบความสำเร็จในการบุกตลาดประเทศอื่นนอกเหนือจากญี่ปุ่น แต่ในสถานการณ์ที่จีนกำลังเจอการเมืองเล่นงานหนักและดูท่าจะยืดเยื้อไปอีกนานนั้น จึงได้จังหวะเหมาะกลับมารุกตลาดต่างประเทศอีกครั้ง เช่นเดียวกันกับซัมซุง ที่นอกจากจะเข้าไปเล่นในตลาดสหรัฐและญี่ปุ่นแล้ว ยังอาจได้ตลาดอื่นๆ เพิ่มเติมตามมาด้วย
ทั้งนี้ สหรัฐได้ผ่านกฎหมายห้ามหน่วยงานของรัฐและผู้รับเหมาของรัฐ ใช้อุปกรณ์หรือรับบริการที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อระบบที่หน่วยงานใช้งานอยู่ จาก บริษัท หัวเว่ย และแซดทีอี เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงที่อาจถูกล้วงความลับได้
ทว่าความกังวลเรื่องจีนอาจเป็นสปายกลับไม่จบแค่ในสหรัฐ แต่ยังลามไปถึงบรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐด้วย เช่น “ออสเตรเลีย” ที่รัฐบาลสั่งห้ามหัวเว่ยและแซดทีอีเข้ามาให้บริการเทคโนโลยีและอุปกรณ์รองรับเครือข่าย 5จี แล้ว อีกทั้งยังเป็นประเทศแรกในโลกที่ห้ามหัวเว่ยเข้าร่วมจัดหาอุปกรณ์สำหรับเครือข่าย 5จี ให้กับผู้ให้บริการ และมีรายงานว่า “อินเดีย” เป็นรายล่าสุดที่กันค่ายจีนออกจากการเข้าร่วมทดสอบ 5จี ในอินเดีย โดยเปิดทางให้เฉพาะอีริคสัน โนเกีย ซัมซุง และซิสโก้ ส่วน “แคนาดา” ก็เป็นอีกหนึ่งชาติที่กำลังถูกสหรัฐกดดันให้ทิ้งหัวเว่ยเช่นเดียวกัน
จากเดิมที่มีข่าวว่าค่ายจีนอยู่ในฐานะได้เปรียบเหนือค่ายอื่นในหลายประเทศ เพราะมีความพร้อมมากกว่าและได้เปรียบด้านราคาที่ถูกกว่า ไม่เว้นแม้ในตลาดเกาหลีใต้ ที่เป็นบ้านของซัมซุง และเอสเค เทเลคอม แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการผนึกกำลังกันเพื่อสู้กับจีนมากขึ้น ทั้งการผนึกกันระหว่างรายเล็ก หรือผนึกร่วมกับรายใหญ่จากยุโรป
ในตลาดเกาหลีใต้ ซึ่งจะมีการทดสอบช่วงปลายปีนี้ ก่อนเริ่มนำร่องบริการในเดือน มี.ค. 2019 นั้น เอสเคได้ผนึกกำลังกับซัมซุงเพื่อร่วมกันพัฒนาระบบเครือข่าย 5จี ส่วนในตลาดสหรัฐนั้น ค่ายเวอร์ไรซอนคอมมูนิเคชันส์ เพิ่งทดลอง 5จี เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในลอสแองเจลิสและอีก 3 เมือง โดยเลือกใช้อุปกรณ์เครือข่ายของอีริคสันและซัมซุง ส่วนค่ายเอทีแอนด์ที ซึ่งจะทดลอง 5จี ใน 10 เมืองปลายปีนี้ จะใช้อุปกรณ์จากอีริคสัน โนเกีย และซัมซุง
อย่างไรก็ดี การเพลี่ยงพล้ำของค่ายจีนก็ยังเป็นแค่ยกแรกๆ ในสมรภูมิ 5จี ที่เป็นศึกระยะยาว และจีนเองก็ยังมีแต้มต่อที่ดีในบ้านตัวเองและอีกหลายตลาดในโลก ซึ่งยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าใครจะสามารถผงาดขึ้นแท่นผู้นำต่อไปในเทคโนโลยีแห่งอนาคตครั้งนี้







