posttoday
ต่อมาตรการแอลทีเอฟ ไม่ทำเสียคะแนนนิยม

ต่อมาตรการแอลทีเอฟ ไม่ทำเสียคะแนนนิยม

23 ตุลาคม 2561

ในปี 2562 มาตรการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ยกเว้นสำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายได้เป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ)

โดย ชลลดา อิงศรีสว่าง 

ในปี 2562 มาตรการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ยกเว้นสำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายได้เป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่รัฐบาลให้แก่ผู้มีเงินได้ จะหมดอายุลง ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้ความชัดเจนแก่ภาคธุรกิจว่า จะมีการต่ออายุสิทธิประโยชน์นี้แก่ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกต่อไปหรือไม่

มาตรการซื้อกองทุนแอลทีเอฟและสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นี้ รัฐบาลได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 โดยให้นับว่าลงทุนระยะยาวของประชาชนโดยลดหย่อนในสัดส่วน 15% ของวงเงินออมแต่ไม่เกิน คนละ 5 แสนบาท โดยให้ถือครองหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปีปฏิทิน แต่มาตรการนี้ได้มีการต่ออายุมาแล้ว 1 ครั้งในปี 2559 ยืดอายุมาตรการออกไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560-31 ธ.ค. 2562

นอกจากนั้น ได้มีการปรับแก้เงื่อนไขการถือครองหน่วยลงทุนในกองทุนจากเดิมผู้ซื้อต้องถือครองไม่ต่ำกว่า 5 ปีปฏิทิน เป็น 7 ปีปฏิทิน เพื่อให้ระยะเวลาถือครองเป็น 5 ปีกับอีก 2 วัน ถึงจะขายคืนกองทุนได้ จากเดิมที่ผู้ถือครองหน่วยลงทุนสามารถขายคืนในระยะเวลา 5 ปีปฏิทิน หรือมีการถือครองหน่วยลงทุนในทางปฏิบัติเพียง 3 ปีกับอีก 2 วันเท่านั้น

สำหรับพิจารณาจะต่ออายุมาตรการในรอบนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องคิดหนักมากกว่าเดิม เพราะมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านมาตรการนี้ และทั้งสองด้านมีน้ำหนักที่รับฟังได้

โดยเจตนารมณ์ดั้งเดิมของรัฐบาลในอดีตที่เริ่มให้หักลดหย่อนภาษีการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาวนี้ เป็นเพราะอยากจะช่วยเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบันในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้มีนักลงทุนระยะยาวมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยพัฒนาตลาดทุน และอีกทางหนึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนออมเงินภาคสมัครใจมากขึ้น เพราะเห็นว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแต่การออมยังไม่มากพอที่จะทำให้มีเงินใช้อย่างมากยามเกษียณอายุงาน

แต่เรื่องนี้ก็ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่า มาตรการนี้เป็นมาตรการช่วยคนรวย เพราะคนที่มีเงินจะไปซื้อกองทุนรวมได้ เป็นผู้มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย เพราะภาษีที่สามารถประหยัดได้มีลักษณะก้าวหน้าตามโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา รวมทั้งมีส่วนทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาโครงสร้างรายได้และรายจ่ายของรัฐที่ไม่สมดุลในปัจจุบัน

ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “แนวทางการปฏิรูปภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” โดยได้พุ่งเป้าไปที่เรื่องการสร้างความเป็นธรรมและเห็นว่ามาตรการภาษีนี้จะไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลกล่าวอ้าง เนื่องมาจากมาตรการลดหย่อนแอลทีเอฟมุ่งเน้นเป้าหมายในการส่งเสริมตลาดทุน มากกว่าการสร้างความเป็นธรรม ดังนั้นกลุ่มคนที่มีรายได้สูงจึงได้รับประโยชน์จากมาตรการมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อย

ดวงมณี เลาวกุล นักวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า หากมีการยกเลิกการลดหย่อนภาษีเพื่อการลงทุน จะทำให้รัฐบาลประหยัดรายจ่ายได้เกือบ 9,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถนำรายได้จำนวนนี้ไปจัดบริการสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อคนที่ด้อยโอกาสและยากจนได้อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาถึงรายจ่ายผ่านมาตรการภาษี รวมทั้งวิเคราะห์ผลของมาตรการทางภาษีต่อผู้เสียภาษีในแต่ละขั้นเงินได้เพิ่มเติม

ส่วน อธิภัทร มุทิตาเจริญ นักวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่นับเป็นรายจ่ายซ่อนเร้นของรัฐ โดยปกติเมื่อรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่าง ทางเลือกที่เราคุ้นเคย คือการจัดสรรงบประมาณลงไปในรูปของการใช้จ่าย หรือการให้เงินอุดหนุนต่างๆ แต่อีกช่องทางหนึ่งที่รัฐบาลนิยมใช้ แต่เรามักไม่ได้ตั้งคำถามมากนัก คือการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ผ่านระบบภาษีตัวอย่างของการให้สิทธิประโยชน์ในกรณีของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่น การอนุญาตให้นำเงินลงทุนใน LTF และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ค่าซื้อสินค้าและบริการในช่วงเวลาที่กำหนด มาหักลดหย่อนภาษีได้ การหักลดหย่อนเหล่านี้ส่งผลให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้ลดลง

ทั้งนี้ อธิภัทร เห็นว่า การให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีแต่ละอย่างจะมีเหตุผลรองรับ เช่น มาตรการแอลทีเอฟ ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุน และส่งเสริมธุรกิจกองทุนฯ หรือมาตรการที่ให้นำค่าที่พักในโรงแรมมาหักลดหย่อนภาษีก็เพื่อส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่จุดอ่อนที่สำคัญของมาตรการเหล่านี้คือ การสร้างต้นทุนซ่อนเร้นให้แก่ภาคการคลังของประเทศ สาธารณชนแทบไม่ทราบว่า ต้นทุนของการหักลดหย่อนเหล่านี้มีมากน้อยขนาดไหน และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ทั้งที่ข้อมูลด้านต้นทุนเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการประเมินความเหมาะสมของมาตรการต่างๆ

ในขณะที่ฝ่ายที่เห็นว่าควรจะต่ออายุมาตรการนี้เกรงว่า หากเลิกทันทีอาจจะส่งผลกระทบกับตลาดทุนรุนแรงเกินไป โดย วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง และประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคม บลจ.) กล่าวว่า หากยกเลิกกองทุนแอลทีเอฟในปี 2562 ทันที จะมีผลกระทบรุนแรง เพราะคาดว่าจะมีเงินไหลออกจากกองทุนปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท จากที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.9 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีผู้ลงทุนกองทุน 1.19 ล้านบัญชี ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป ขณะที่ผู้มีรายได้สูงมีประมาณ 2 หมื่นบัญชีเท่านั้น

ทางออกที่ฝ่ายกลัวผลกระทบต่อตลาดทุนรุนแรงก็คือ ขอให้มีกองทุนต่อไป แต่หากคิดว่าผู้ได้ประโยชน์เป็นผู้มีรายได้สูง ก็ขอให้ลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีลงเป็นขั้น จากที่ให้ซื้อไปลดหย่อนได้ถึง 5 แสนบาท ก็ให้ลดลง เช่น อาจลดเหลือ 3 แสนบาท 2 แสนบาท หรือ 1 แสนบาทก็ได้

ทั้งฝ่ายคัดค้านและฝ่ายไม่เห็นด้วย ก็ล้วนมีเหตุผลที่รับฟังได้ ซึ่ง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ค่อนข้างมีความเห็นคล้อยตามฝ่ายที่เห็นว่ามาตรการซื้อกองทุนแอลทีเอฟหักลดหย่อนภาษีเงินได้นั้นไม่ได้ช่วยผู้มีรายได้น้อย และเห็นว่าขณะนี้ตลาดทุนมีนักลงทุนสถาบันมากขึ้น คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าในอดีตที่มีนักลงทุนรายย่อยมาก ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่มีเสถียรภาพ

เรื่องนี้เป็นเรื่องในทางนโยบาย ทางกระทรวงการคลังคงจะต้องนำเรื่องนี้หารือกับรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และการพิจารณาเรื่องนี้ดูไปแล้วไม่น่าจะตัดสินเพียงแค่ความเหลื่อมล้ำ และทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มีอีกหลายมิติที่จะต้องคำนึงถึงด้วย และการที่มีรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลประกาศตัวชัดเจนว่าลงเล่นการเมืองและเตรียมลงรับสมัครเลือกตั้งด้วยยิ่งทำให้น้ำหนักในด้านการต่ออายุมาตรการมีสูง เพราะตลาดหุ้นจะตกหนักจากการถอนเงินลงทุน และรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยคนชั้นกลางเลย ก็มีโอกาสที่จะเสียคะแนนนิยมจากคนกลุ่มนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ