
ซีลิคเทกโอเวอร์PMC
SELIC ทุ่ม 1,050 ล้าน ซื้อกิจการกลุ่ม PMC
SELIC ทุ่ม 1,050 ล้าน ซื้อกิจการกลุ่ม PMC ทั้งไทยและสิงคโปร์เชื่อจะเพิ่มการรับรู้รายได้ของธุรกิจเป็นเท่าตัว
นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิค คอร์พ (SELIC) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทได้มีมติซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรีลส์ (PMCT) มูลค่าไม่เกิน 945 ล้านบาท และซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรีลส์ พีทีอี ลิมิเตด (PMCS) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์จำนวน 2 หุ้น มูลค่า 105 ล้านบาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 1,050 ล้านบาท ซึ่งรวมกันเรียกว่ากลุ่ม PMC
ทั้งนี้ เงินในการซื้อหุ้นในครั้งนี้ จะเป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในประเทศ ประมาณ 900 ล้านบาท ซึ่งการกู้จะทำให้หนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 0.33 เท่า ส่วนที่เหลือนำมาจากเงินสภาพคล่องของบริษัทที่มีอยู่ประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งการชำระเงินเป็น 3 งวด และจะชำระเงินแล้วเสร็จภายในปี 2563
“การเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ เชื่อว่าเป็นโอกาสที่จะเพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัท ซึ่งในปี 2560 บริษัท SELIC มีรายได้ 595 ล้านบาท และบริษัท PMC มีรายได้ 845.7 ล้านบาท โดยทั้งสองธุรกิจมีแนวโน้มรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งจะทำให้การรับรู้รายได้ของบริษัทโดยรวมเพิ่มขึ้นด้วย” นายเอก กล่าว
อย่างไรก็ตาม ได้คาดการณ์การเติบโตของบริษัทโดยรวมเพิ่มขึ้นในอัตราเลข 2 หลักขึ้นไปซึ่งเชื่อว่าจะเป็นไปตามสถานการณ์ความต้องการของตลาดที่มีการต้องการใช้สติ๊กเกอร์ และกาวอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่เป็น
กลุ่มหลักที่มีความต้องการใช้สติ๊กเกอร์สูง
นายเอก กล่าวว่า ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ บริษัทจะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท SELIC ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อขออนุมัติการเข้าซื้อบริษัท PMC และขออนุมัติเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้จากการขายหุ้นให้ประชาชชนครั้งแรก (IPO) ซึ่งปัจจุบันนี้มีเงินเหลือจากไอพีโอ 53 ล้านบาท และจะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ในสภาพคล่องของบริษัทและเป็นทุนในการเข้าซื้อบริษัท
ด้าน น.ส.ยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ รักษาการรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า การมีบริษัท PMC เป็นบริษัทลูกจะทำให้บริษัทมียอดขายและกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจของกลุ่มกิจการ เพิ่มฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนัง อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นต้น และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์กาวและผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์ และถือเป็นการเพิ่มความสามารถในการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทด้วย







