
เมื่อยักษ์ใหญ่ หมายตา‘เมือง’
บริษัทขนาดยักษ์ทางด้านเทคโนโลยี อย่าง ไอบีเอ็ม
โดย อาทิตย์ โกวิทวรางกูร เครือข่ายมักกะสัน [email protected]
บริษัทขนาดยักษ์ทางด้านเทคโนโลยี อย่าง ไอบีเอ็ม หรือซิสโก้ ต่างมีประวัติอันยาวนานในฐานะผู้ขายสินค้าและบริการแก่รัฐบาล โดยเฉพาะการออกแบบระบบ เพื่อเปลี่ยนจากระบบราชการที่ทำงานด้วยเอกสารไปสู่ดิจิทัล
ที่ผ่านมา กระบวนการเปลี่ยนแปลงของภาครัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้า บริษัทจึงไม่ค่อยสนใจตลาดกลุ่มนี้ ไปง่วนกับลูกค้าส่วนอื่น โดยเฉพาะตลาดบริษัทข้ามชาติที่เบ่งบานมากในยุคโลกาภิวัตน์
วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 (ที่เรียกกันว่า วิกฤตซับไพรม์) คือจุดเปลี่ยน
รายได้ที่เคยเป็นกอบเป็นกำ หายไป
ธุรกิจจำต้องสร้างกระบวนท่าใหม่ หากจะเติบโตต่อ
2008 ปีเดียวกันนั้นเอง เป็นอีกหลักไมล์สำคัญของมนุษยชาติ...ประชากรโลกที่ตั้งถิ่นฐานใน “เมือง” มีสัดส่วนมากกว่า 50% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ที่ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง
ฉันทามติสำหรับการลงทุนขนานใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เกิดขึ้นในจังหวะไล่เลี่ยกับที่รัฐบาลเริ่มต้นวางแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบหนัก
และในขณะที่ภาคเอกชนระงับการลงทุนใหม่ๆ ในชั่วข้ามคืน ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างหันหัวเรืออย่างเร่งด่วน เบนเป้าไปที่ตลาดภาครัฐแทน
หา “รายได้อื่น” มาชดเชยก้อนหลักที่หดหาย
ในการบริหารเศรษฐกิจมหภาค เมื่อการลงทุนเอกชนหดตัว หรือการบริโภคลดลง รัฐสามารถใช้ “การใช้จ่ายภาครัฐ” เพื่อกระตุ้นเพื่อชดเชยการลดลงตรงนั้น
จังหวะนี้ จึงลงตัวสมประโยชน์ทั้งรัฐและเอกชน
ไอบีเอ็ม มอง “ภาครัฐ” เป็นตลาดขนาดมหึมา และยังไม่ช้ำ
และมอง “เมือง” เป็นกลุ่มตลาดซึ่งเติบโตสูงเป็นพิเศษ (Particularly High-Growth Segment)
บริษัทคิดว่า “ทางแก้” (Solutions) ที่พวกเขาสร้างให้กับธุรกิจ จะสามารถนำมาแก้ปัญหาเมืองได้
“ตลอดช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนาระบบเพื่อจัดการกับห่วงโซ่อุปทานของโลก (Global Supply Chain) เพิ่มประสิทธิภาพมหาศาลให้กับภาคธุรกิจ...ทว่าอะไรทำนองนั้น ยังไม่เคยเกิดขึ้นกับการบริหารจัดการเมือง” Colin Harrisons หนึ่งในทีมกำหนดกลยุทธ์ Smart-Cities ของไอบีเอ็ม อธิบาย
ถ้าเราเอาระบบสารสนเทศแบบที่เราใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรธุรกิจ มาประยุกต์ใช้กับเมืองและปัญหาระดับท้องถิ่น ก็ (ดูเหมือน) น่าจะเวิร์กนะ
เมื่อคิดเช่นนั้นได้แล้ว ความท้าทายต่อมาคือ ทำอย่างไรให้รัฐบาล หรือเมือง (ว่าที่ลูกค้า) อยากใช้จ่ายเงินในเรื่องนี้
คำตอบคือต้องทำให้มันสมเหตุสมผล... โดยเริ่มจากทำไม? ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ ทำไมถึงควรลงทุนเรื่องสมาร์ทซิตี้ สมาร์ทเทคโนโลยี...อธิบายมันไปพร้อมกันเลย ทั้งภาครัฐและประชาชนผู้เสียภาษี
ไอบีเอ็ม จึงได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า Smarter Planet Agenda เพื่อสื่อสารให้เห็นถึงวิธีคิดและสิ่งที่ผู้นำหัวก้าวหน้า ทั้งในแวดวงธุรกิจ ภาครัฐ และประชาสังคมทั่วโลก ได้ประยุกต์ใช้ระบบที่ฉลาดกว่า (Smarter System) ในการบรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพ การพัฒนาที่ยั่งยืน และความก้าวหน้าทางสังคม
ตัวอย่างของ “ระบบที่ฉลาดกว่า” ที่ว่านั้น ก็เช่น ระบบพลังงานอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบการจัดการน้ำ ระบบการจัดการการจราจรที่ติดขัด ระบบอาคารสีเขียว เป็นต้น
“นายกเทศมนตรีเหล่านั้นทำมันได้อย่างไร? พวกเขากำลังเดินหน้าพัฒนาเมืองอย่างแข็งขัน ในขณะที่ผู้นำภาคส่วนอื่นๆ เหมือนจะติดขัดไปหมด” Sam Palmisano ซีอีโอ ไอบีเอ็ม (ผู้เปิดตัว Smarter Planet Agenda ต่อสาธารณะเมื่อปลายปี 2008) กล่าวในการประชุมที่กรุงริโอเดอจาเนโร เมื่อปี 2011 ก่อนที่เขาจะเกษียณอายุในปีถัดไป
ทว่า...เมืองนั้นมิใช่บริษัท
“ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ได้ทุ่มเทเวลากว่าครึ่งทศวรรษ เพื่อสื่อสารและให้ความรู้บรรดานายกเทศมนตรีเมืองต่างๆ มากมาย แต่ถึงกระนั้นบริษัทเหล่านี้ก็ยังขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ว่า ‘เมืองทำงานอย่างไร’ (How Cities Work)” Anthony Townsend ผู้เขียนหนังสือ Smart Cities : Big Data, Civic Hackers, And the Quest for a New Utopia ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ
John Tolva ผู้หว่านล้อมชักจูง (Evangelist) เรื่อง Smart-Cities ของไอบีเอ็ม เผยว่า ในช่วงแรกนั้น บริษัทขาดแคลนความเชี่ยวชาญในเรื่องเมืองอย่างมาก
เพื่อปิดจุดอ่อนนี้อย่างรวดเร็ว ในปี 2010 ไอบีเอ็ม ได้สร้างโครงการ Smarter Cities Challenge ขึ้น โดยจะจับคู่ทีมที่ปรึกษาอาสาสมัคร (Pro Bono Consultants) กับเมืองต่างๆ ทั่วโลก เพื่อออกแบบ Solutions ที่เกิดจากเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของไอบีเอ็ม
รอบนำร่องในปี 2010 มี 7 เมืองที่ไอบีเอ็มส่งทีมลงพื้นที่ไปเพื่อสัมผัสกับปัญหาจริงๆ ของเมือง
“มันเป็นความรู้ที่หาซื้อไม่ได้” Tolva ยอมรับ “เราไม่มีทางได้มันมาในวิถีทางปกติ”
โครงการนี้ช่วยสร้าง “คนใน” ของไอบีเอ็มหลายร้อยคนให้กลายเป็นผู้รู้ความเป็นไปในเมืองต่างๆ ทั่วโลก
ช่างหลักแหลมในวิธีการนี้
ประมาณการกันว่า ไอบีเอ็มทุ่มงบหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ความรู้ (Educating -- ซึ่งก็คือโฆษณาแฝงนั่นแหละ) นายกเทศมนตรีและพลเมืองที่สนใจในการยกระดับเมืองของตน ทั่วโลก
คำสัญญาในการสื่อสาร คือ “ประสิทธิภาพในการจัดการเมืองจะสูงขึ้นมาก” (หากใช้บริการเรา)
ตอนหน้ามาดูท่วงท่าของยักษ์ตนอื่นๆ กันต่อครับ







