
ระดมช่วยโคนม
พาณิชย์เร่งช่วยกลุ่มโคนมรับมือเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในอีก 3-7 ปี
พาณิชย์เร่งช่วยกลุ่มโคนมรับมือเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในอีก 3-7 ปี เฟ้นหาจุดอ่อนสร้างจุดแข็ง
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมมีแผนร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์โคนม และผู้ประกอบการ เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโคนมรับมือการเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ที่ไทยมีอยู่กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งจะเปิดเสรีเต็มรูปแบบในปี 2564 และปี 2568 หลังจากที่ปี 2561 ได้มีการลงพื้นที่สร้างการรับรู้และช่วยเหลือในการปรับตัวมาแล้ว แต่จะดำเนินการให้เข้มข้นมากขึ้นในปี 2562 เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่ปี
“เบื้องต้นจะจัดงานใหญ่ นำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มานั่งหารือว่ายังมีจุดไหนที่ไทยยังไม่เข้มแข็ง หรือยังเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ โดยหลังจากที่ได้เข้าไปช่วยเหลือปรับตัวมาแล้ว มีอะไรที่จะต้องทำอีก เพื่อที่จะได้ทราบข้อมูลและช่วยเหลือได้ตรงจุด ซึ่งจะโฟกัสมากขึ้น และทำให้ทุกภาคส่วนมีความเข้มแข็ง คาดว่าจะจัดก่อนหรือหลังเทศกาลโคนมแห่งชาติ 2562” นางอรมน กล่าว
ทั้งนี้ ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กรมจะร่วมมือกับปศุสัตว์ในการช่วยพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบให้กับเกษตรกร โดยที่ผ่านมากรมได้มีการหารือกับนิวซีแลนด์ในการช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทย โดยจะจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ และยังจะคัดเลือกเกษตรกรโคนมไทยไปศึกษาดูงานเรียนรู้วิธีการผลิตน้ำนมดิบและเทคโนโลยีที่นำมาใช้ที่นิวซีแลนด์ เพื่อให้นำความรู้มาถ่ายทอด
ด้านการแปรรูป ได้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เพื่อนำผลงานวิจัยหรือผลงานนวัตกรรมที่ใช้น้ำนมดิบมาส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ชีส ต่อไปอาจจะเพิ่มรสชาติต่างๆ อาทิ รสต้มยำกุ้ง เข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เป็นต้น
ขณะที่การหาตลาด กรมจะชี้ให้ผู้ประกอบการเห็นถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากการทำเอฟทีเอ โดยปัจจุบันอาเซียนและจีนได้มีการลดภาษีนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมให้กับไทยแล้วทำให้ไทยสามารถส่งสินค้าไปจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งตลาดอาเซียนที่มีโอกาส คือ ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ส่วนจีน ก็มีโอกาสเช่นเดียวกัน
สำหรับการเปิดเสรีเอฟทีเอทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ลดภาษีทุกรายการให้กับไทยเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 ส่วนไทยได้ลดภาษีกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่1 ม.ค. 2559 แต่ยังคงเหลือสินค้าที่จะทยอยเปิดตลาดจนไม่มีโควตาและภาษีในปี 2564 และ 2568 เช่น สินค้านมผงที่มีไขมันเกิน 1.5% (ไม่ใช้เลี้ยงทารก) ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนม หางนม (เวย์) เนย ไขมันเนย (AMF) จะเปิดตลาดในปี 2564 ส่วนสินค้านมและครีม เครื่องดื่มประเภทนมปรุงแต่ง นมผงขาดมันเนย จะเปิดตลาดในปี 2568







