
ทำไมต้อง...เร่งลงทุน เมกะโปรเจกต์ให้ทันก่อนเลือกตั้ง
กระแสเลือกตั้งกำลังจะเข้าโค้งสุดท้ายไม่มีสัญญาณแทรกซ้อนอะไรส่อว่าจะทำให้โรดแมปเปลี่ยนจากปลาย ก.พ.ปีหน้า
โดย ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานบริษัทในเครือวี-เซิร์ฟ กรุ๊ป รองประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติชุดที่ 18
กระแสเลือกตั้งกำลังจะเข้าโค้งสุดท้ายไม่มีสัญญาณแทรกซ้อนอะไรส่อว่าจะทำให้โรดแมปเปลี่ยนจากปลาย ก.พ.ปีหน้า ภาพที่เห็นช่วงนี้คือการเมืองคึกคักจากที่เคยเงียบเหงาเก็บเนื้อเก็บตัวนักการเมืองต่างโผล่หน้าออกมามีการตั้งพรรคใหม่รายวันทั้งที่เตรียมเป็นพรรคนอมินีเก็บคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ และพรรคที่ตั้งเพื่อเป็นเพียงไม้ประดับสนามเลือกตั้งให้คึกคัก ล่าสุด กกต.ปรับเกณฑ์จดทะเบียนพรรคใหม่รับรองได้ว่าทันเลือกตั้งแน่นอน
แต่การชิงไหวชิงพริบต้องดูที่พรรคใหญ่ เริ่มจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเดิมศึกชิงหัวหน้าพรรคร้อนระอุที่เงียบไปคงต้องรอกลับจากฮ่องกง คงรู้ว่าได้ใครเป็นผู้นำพรรค จากโพลสำรวจมาเต็งหนึ่งเพราะคนภาคเหนือและอีสานยังเชียร์ทำให้ผู้สมัคร สส.เขตล้นเกินโควตาจนต้องโยกไปลงในพรรคอะไหล่ ซึ่งมีไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดกรณีถูกยุบพรรค
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ศึกชิงหัวหน้าพรรคเล่นกันหนัก เพราะมี 3 คนดังเปิดตัวเข้าชิงแต่ฟอร์มดีต้องยกให้คุณมาร์ค หรืออภิสิทธิ์ เพราะมีภาษีดีกว่าเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี
อีกพรรคหนึ่งที่มันส์ไม่แพ้กันคือพรรคเพื่อชาติ ซึ่งคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. หลังออกจากคุกท่าทีเปลี่ยนไปประนีประนอมสลายสี แต่ดูเหมือนเพื่อนสีแดงจะไม่เอาด้วย เจ้าตัวบอกว่าแค่เป็นกองหนุนแต่ออกข่าวชี้นำพรรครายวันและปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทยถึงตอนนี้คงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครจะรวมกับใคร
แต่ที่แน่ๆ พรรคพลังประชารัฐมีแต้มต่อดีกว่าใคร นำโดยคุณอุตตมสาวนายน ดีกรีเป็นถึงรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งรู้กันดีว่า ดร.สมคิด เป็นแบ็กและใครเป็นซูเปอร์แบ็กอยู่ข้างหลังอีกทีหนึ่ง
การเมืองภายใต้กติการัฐธรรมนูญคงยากที่จะเห็นพรรคใดมีเสียงข้างมาก จึงไม่แปลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลเห็นชอบโครงการใหญ่ๆ ที่เป็นอภิมหาโปรเจกต์ 21 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.09 ล้านล้านบาท ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน ระบบทางคู่ รถไฟฟ้า ขนส่งทางน้ำและสนามบิน ซึ่งสัปดาห์ที่แล้ว ครม.อนุมัติ 5 โครงการ งบ 6 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เอกชนเป็นคนลงขันและเตรียมเปิดประมูลอีก 5 แสนล้านบาท โดยเร่งรัดให้ต้องจบก่อนเลือกตั้งหรือไม่เกินเดือน มี.ค. 2562
พูดง่ายๆ ทุกอย่างต้องประมูลเสร็จก่อนมีรัฐบาลใหม่ เหตุเพราะโครงการใหญ่ๆ ต้องผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งแน่นอนพรรคฝ่ายค้านที่อยู่คนละฟากกับพวกเชียร์บิ๊กตู่ถึงตอนนั้นคงมีเสียงมากพอควร การยกมือผ่านคงไม่ง่ายเหมือน สนช.
ความเห็นของผมถึงแม้น ครม.จะอนุมัติ แต่ภายใต้ระบบรัฐสภาซึ่งพรรคฝ่ายค้านทั้งเพื่อไทยและ ปชป.ล้วนฝีปากเด็ด นอนเฝ้ามองเก็บข้อมูลมานานคงสามัคคีกันตั้งกระทู้กดดันทั้งในรัฐสภาและสื่อมวลชน
โครงการใหญ่ๆ มูลค่าสูงแถมเร่งประมูลแบบไฮสปีดเทรนคงมีช่องโหว่ให้โจมตีบ้าง ซึ่งตรงใจกับชาวบ้านว่าทำไมโปรเจกต์พวกนี้น่าจะรอรัฐบาลใหม่ให้มาเป็นคนเคาะ
แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลคงอยากเห็นโครงการเดินหน้าไม่สะดุด หากนายกฯ คนเดิมกลับมาล้วนมีทีมงานเก่งๆ คงเตรียมการบ้านมาเป็นอย่างดี อย่าให้กลายเป็นโครงการตกรางคนนั่งจะเจ็บตัวตามๆ กัน
การลงทุนของรัฐในช่วงเวลาที่เหลืออาจมีผลดีต่อเศรษฐกิจในปีหน้า เพราะเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาดีวันดีคืนเป็นอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้วทำให้ส่งออกขยายตัวได้ดี
ขณะที่การท่องเที่ยวแม้นจะมีข่าวทางลบแต่จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีอาจถึง 39 ล้านคน ในเชิงมูลค่าขยายตัวได้ถึงร้อยละ 12
ด้านเอกชนการลงทุนกลับมาและการบริโภคดีขึ้นจน “IMF” หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศปรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยเป็นร้อยละ 4.6 ปีหน้าจะขยายตัวได้ร้อยละ 3.9 สวนทางกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนซึ่งถูกหั่นตัวเลขลงถ้วนหน้า ตรงนี้มีทั้งเก่งและเฮงต้องปรบมือให้รัฐบาลและทีมงานเศรษฐกิจถึงแม้นบางเรื่องโดยส่วนตัวอาจเห็นไม่ตรงกัน แต่ตัวเลขบ่งบอกชัดเจนปฏิเสธไม่ได้ ส่วนที่ชาวบ้านบอกว่าเงินในกระเป๋ายังแห้งคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในอีกด้านหนึ่งสัญญาณต่างๆที่มาจากภายนอกบ่งบอกว่านาทีทองเศรษฐกิจอาจจะกำลังหมดเพราะศึกการค้าโลกระหว่างคุณทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกับคุณสีจิ้นผิงผู้นำจีนฟัดกันจนเศรษฐกิจโลกป่วน เศรษฐกิจจีนออกอาการ ตัวเลขส่งออกหายไป 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สภาพคล่องภายในประเทศมีปัญหาจนต้องผ่อนคลายสัดส่วนเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ ส่งผลอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนค่าเงินร่วงหนักจน “IMF” เจ้าเก่าออกมาเตือนถึงความตึงเครียดทางการค้าและเงินทุนไหลออกจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่
เศรษฐกิจไทยปีหน้าคงพึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งมีความไม่แน่นอน ในอีกนัยหนึ่งการเร่งลงทุนโปรเจกต์ใช้เงินเป็นล้านล้านบาทถึงแม้นจะดูรีบร้อนไปหน่อย แต่อาจช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจกระทบไม่มาก แต่อย่าลืมว่าการลงทุนของรัฐอยู่ในเมกะโปรเจกต์ใช้เทคโนโลยีสูง มีแต่ทุนใหญ่ที่เข้าถึงเงินจึงกระจุกและไม่กระจาย เศรษฐกิจระดับรากหญ้าและชาวบ้านอาจทรงตัว แต่ที่สูงพุ่งปรี๊ดแน่นอนคือหนี้ประชาชน...จริงไหมครับ







